คนปราจีนบุรีมีความผูกพันกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในท้องถิ่นมาแต่ดั้งเดิม ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ในแนวเทือกเขาพนมดงรัก โดยเฉพาะกับแม่น้ำปราจีนบุรีซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนทั้งภาคเมืองและชนบท….
|
โครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะ – ท้องถิ่นน่าอยู่ จ.ปราจีนบุรี |
|||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||
แต่การจะช่วยให้แม่น้ำปราจีนบุรีมีชีวิตที่ยั่งยืนต่อไปได้ย่อมหมายถึงการช่วยกันกู้วิกฤติให้กับลุ่มน้ำอื่นๆ ในอนุภูมิภาคนี้โดยผู้คนแต่ละท้องถิ่นด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญนอกเหนือไปจากการใช้เครื่องมือที่กล่าวมาทั้งหมด ก็คือ การต้องเชื่อมร้อยผ่านกลไกที่สามารถส่งต่อข้อมูลความคิดเห็นจากคนในสู่คนนอก จากข้างล่างสู่ข้างบน เพื่อให้เสียงของคนพื้นที่ได้มีที่ยืนและบอกความต้องการที่แท้จริงของตนเองได้ รวมทั้งการผลักดันสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องบนความหลากหลายของคนจากทุกภาคส่วนทั้งราชการ วิชาการ ธุรกิจ และภาคประชาชน |
|||||||||||||||||||
| N ขั้นตอนการทำงานโดยสรุป…เพื่อแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปราจีนบุรี E ร่วมกันระบุสภาพปัญหาโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้ำโดยตรง (direct user) ด้วยวิธีการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน E หากลุ่มแกนในพื้นที่ที่จะทำงานข้อมูลความรู้บนประเด็นปัญหาของพื้นที่ที่ร่วมกันระบุไว้ E ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ / การวิจัยท้องถิ่นเพื่อพัฒนาการทำงานข้อมูล ความรู้ และ สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของกลุ่มผู้ใช้น้ำรวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดการวิเคราะห์หาทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องได้ E ใช้ความรู้ท้องถิ่นในมิติทางสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์เป็นตัวเดินเรื่อง เพื่อทำความเข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจทางสังคมซึ่งจะทำให้เข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งรอบด้าน E มีเวทีวิเคราะห์และประเมินทางเลือกเพื่อสร้างข้อตกลงร่วมของกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง |
|||||||||||||||||||
| N ปัญหาและอุปสรรค ปัญหาที่เข้าขั้นวิกฤติของลุ่มน้ำปราจีนบุรีทำให้งานที่มีอยู่ในมือมีจำนวนมากมายนักเมื่อเปรียบเทียบกับคนทำงานที่มีน้อยกว่ามาก อีกทั้งภาระงานอื่นๆ ที่ต้องทำคู่ขนานให้เกิดขึ้น การจะรักษาความต่อเนื่องด้วยการติดตามงานให้มีจังหวะก้าวที่ทันการใช้งานจึงจำเป็นต้องใช้ทั้งทักษะและความสามารถในการจัดการงานต่างๆ อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำเกษตร จังหวะงานที่อาจก้าวไปได้เร็วกว่าปกติทำให้คณะทำงานต้องปรับความเร็วให้ทันเท่า ขณะที่การรักษาสมดุลในการใช้ชีวิตและการทำงานของคณะทำงานก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ก้าวพลาดสู่ภาวะที่อ่อนล้าจนต้องหมดแรง ข้อจำกัดเรื่องบุคลากรในโครงการยังมีผลต่อความสามารถในการดูแลสภาพงานทั้งหมดที่รับผิดชอบอยู่ด้วย เช่น เมื่อเกิดวิกฤติ พลังที่พยายามแก้ไขปัญหาของชาวบ้านบางกลุ่มได้ทำให้เกิดการรวมตัวเพื่อทำลายสิ่งที่ละเมิดกฎชุมชน หรือ ต่อรอง ต่อต้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะมีคนจากภายนอก โดยเฉพาะนักวิชาการเข้ามาช่วยก็ยังติดเงื่อนไขที่ไม่มีใครสามารถมาทำงานร่วมด้วยได้เต็มเวลา ในขณะที่องค์กรเอกชน หรือนักวิชาการ ที่ให้ความสนใจเข้ามาทำงานและเรียนรู้ร่วมด้วยได้นำปัญหาความขัดแย้งหรือการกีดกันกันเข้ามาสู่พื้นที่ ส่งผลต่อเรื่องระบบความสัมพันธ์ในการทำงาน ซึ่งอาจเนื่องด้วยบุคคลหรือกลุ่มภายนอกดังกล่าวยังไม่มีความเข้าใจในบริบทและและธรรมชาติในการทำงานขององค์กรและชาวบ้านในท้องถิ่นดีพอ สิ่งที่เป็นทั้งอุปสรรคและความท้าทายของการทำงาน คือ การจะเชื่อมร้อยให้แนวคิดและรูปธรรมทางออกที่นำไปสู่การปฏิบัติของกลุ่มคนที่หลากหลายสามารถก้าวไปสู่ทิศทางที่ต้องการร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ เพราะการจัดการลุ่มน้ำมีความสลับซับซ้อน เชื่อมโยงกับทุกมิติ สัมผัสกับกลุ่มคนที่หลากหลาย จึงจำเป็นต้องสร้างสำนึกแห่งการมีส่วนร่วมและการมีชะตากรรมร่วมเดียวกันเพื่อฝ่าฟันวิกฤติที่จะเกิดขึ้นไปให้ได้ โดยเฉพาะภาคราชการที่ควรต้องมีความจริงจัง จริงใจ และให้ความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง |
|||||||||||||||||||
| N ข้อค้นพบและบทเรียน 1. การทำงานจัดการลุ่มน้ำในพื้นที่ควรให้มีความครอบคลุมทั้งในแง่ของพื้นที่ แง่ของประเด็นปัญหา และในแง่ของผู้เกี่ยวข้อง เพราะการผลักดันให้งานจัดการน้ำเป็นที่รับรู้และยอมรับของคนในพื้นที่และสาธารณะชนวงกว้างแล้ว ยังต้องการการสร้างเงื่อนไขในการคลี่คลายปัญหาในหลายระดับด้วย 2. ความเข้าใจในความสัมพันธ์ของคนที่สลับซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับการใช้และจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญ การใช้ความรู้ทางสังคมวิทยามาช่วยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นมาก 3. การทำงานเรื่องลุ่มน้ำต้องอาศัยการทำงานในลักษณะเครือข่าย โดยต้องมีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และบทบาทของกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถจัดวางความสัมพันธ์และบทบาทการทำงานของแต่ละส่วนได้ 4. การใช้ข้อมูลความรู้ในการทำงานเป็นการยกระดับการทำงานให้เกิดการยอมรับ เกิดความ เชื่อถือ และเกิดความเป็นกลางในการที่ทุกภาคส่วนจะหาแนวทางหรือสร้างข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน 5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น โดยเริ่มจากผู้คนที่อยู่อาศัยและใช้น้ำเป็นกลุ่มแรกที่ควรมีบทบาทและส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากน้ำมากที่สุด 6. ในการแก้ปัญหาไม่ว่าเรื่องใด การมองผ่านแว่นขยายเพียงอันเดียวย่อมไม่นำไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะทุกเรื่องล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกันหมด และทุกเรื่องต่างมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญที่เฉพาะด้านต่างกันไป เช่น กรณีการผสมผสานความรู้แบบชาวบ้านกับศาสตร์ทางวิชาการเพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของคนทุกกลุ่ม 7. การใช้เทคนิควิธีค้นหาสิ่งดีๆ ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นผ่านการเล่าด้วยคนในท้องถิ่นเอง ช่วยสร้างความซาบซึ้งและภาคภูมิใจในความรักถิ่น เพิ่มพลังสามัคคี ลดปัญหาความขัดแย้ง และหากเป็นการพูดคุยกันอย่างมีวิจารณญาณและลุ่มลึกจะเท่ากับเป็นการเพิ่มญาณทัศนะในการแก้ปัญหาที่มีอยู่ของท้องถิ่นได้ |
|||||||||||||||||||
| FACT SHEET เอกสารข้อมูล |
|||||||||||||||||||
| เอกสารข้อมูลประกอบ : ห้องย่อยที่ 3 การจัดการทรัพยากรเพื่อท้องถิ่นน่าอยู่ | |||||||||||||||||||
| เวทีสัมมนาวิชาการประชาสังคม “ทำการเมืองภาคพลเมืองในท้องถิ่นไทย : ความท้าทายแห่งยุคสมัย” วันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 ที่ โรงแรม ปริ๊นพาเลซ กทม | |||||||||||||||||||
| สนับสนุนข้อมูลโดย โครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะ – ท้องถิ่นน่าอยู่ จ.ปราจีนบุรี ศูนย์พัฒนากิจกรรมภาคพลเมืองปราจีนบุรี (DOF) เลขที่ 416 ถ.หน้าเมือง ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี 25000 โทรศัพท์ 0-3721-3087 จัดทำโดย โครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะ – ท้องถิ่นน่าอยู่ มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เลขที่ 693 ถ.บำรุงเมือง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100 โทรศัพท์ 0-2621-7810-2 โทรสาร 0-2621-8042-3 www.ldinet.org สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) |
|||||||||||||||||||








