พวกเราตกอยู่ใต้วัฒนธรรมของรถยนต์เป็นใหญ่มานานมาก ถนนถูกครอบครองโดยรถ อะไรก็ตามที่เป็น อุปสรรคทำให้กีดขวางทางรถจำต้องถูกกำจัดออกไปจากถนนจนหมด คนเดินถนนเป็นผู้หนึ่งที่มีสิทธิใช้ถนนร่วมกับรถจึงถูกกำจัดออกไปด้วยเช่นกัน…
|
โดย นงลักษณ์ ดิษฐวงษ์ |
||||||||||||||
ที่มีมานานแล้ว ภายใต้บรรยากาศการใช้ชีวิตที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ต้องใช้ชีวิตอุดอู้อยู่แต่ในบ้านเรือน หรือในกล่องอาคารที่ทำงานของตน ความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงเกิดขึ้นด้วยพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการ สังคม ทำให้คนตะวันตกมีความต้องการ พื้นที่สาธารณะเพื่อพบปะสังสรรค์ระหว่าง กัน ส่งผลให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งในยามที่สภาพอากาศเป็นใจ ทำกิจกรรม การแสดงเล็กๆ เล่นดนตรี ประดิษฐ์งานฝีมือต่างๆ เกิดเป็นถนนคนเดินหรือพื้นที่โล่งว่างจตุรัสกลางเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวา |
||||||||||||||
|
ตัวอย่างเมืองเมืองหนึ่งที่เริ่มต้นปิดถนนด้วยความไม่มั่นใจว่าการปิดถนนให้คนเดินแล้วจะดีคือ เมืองคูริติบา ประเทศบราซิล นายกเทศมนตรีของ เมืองนี้เริ่มต้นปิดถนนสายหลักของเมืองชื่อถนน Rua Quinz ทำเป็นถนนคนเดินด้วยต้องการทำให้เมืองคูริติบาเป็นเมืองเพื่อคนไม่ใช่เมืองเพื่อรถยนต์ โดยการเริ่มต้นนั้นไม่มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ไม่เคย มีตัวอย่างการปิดถนนในเมืองเมืองนี้มาก่อน จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกกับชาวเมืองว่าปิดถนนแล้วชาวเมืองจะได้รับผลดีอย่างไร แต่เมื่อปิดถนนไปได้สักระยะหนึ่ง ผู้คนที่เคยคัดค้านการปิดถนนอย่างพ่อค้าแม่ค้าที่มี ร้านค้าอยู่บนถนน ผู้ที่ใช้รถยนต์ และผู้คนในเมือง กลับเห็นประโยชน์ด้วยตนเองในที่สุด เห็นว่าถนนสายนี้น่าเดินเพื่อการจับจ่ายใช้สอย เห็นประโยชน์จากการได้ทำกิจกรรมต่างๆบนถนนโดยไม่ต้องพะวง กับรถราที่แล่นไปมาและการหาที่จอดรถ* ตัวอย่างเมืองต่างๆที่ให้คุณค่าและความสำคัญในเรื่องนี้ ได้แก่ Barcelona ประเทศสเปน เมือง Lyon และ Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส Copenhagen ประเทศเดนมาร์ค Portland รัฐ Oregon สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเราก็มีถนน คนเดิน อยู่หลายสายเช่นกัน เช่น ถนน Petaling street และ Bukit Bintang Walk ย่านใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในประเทศไทยเรามีถนนคนเดินซึ่ง ก่อเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ถนนข้าวสาร ย่านบางลำพู กรุงเทพมหานคร ตลาดโต้รุ่ง หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ถนนมนัสหรือไนท์บาซ่า นครราชสีมา เป็นต้น และมีบ้างบางถนนที่ปิด ให้คนเดินเป็นครั้งคราว เช่น ถนนเยาวราช ถนนพระอาทิตย์ ถนนท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการปิดตามวาระจรต่างๆ และไม่ได้เป็นการปิดถนนที่ทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นกิจวัตรของผู้คนแต่อย่างใด |
||||||||||||||
ด้านวัฒนธรรม ของชาวล้านนาเป็น ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเกิด “ถนนคนเดินเชียงใหม่” ขึ้นโดยใช้ชื่องานล้อกันกับถนนคนเดินสีลมว่า “๗ สิ่งมหัศจรรย์ล้านนา” ปิดถนนทุกๆวันอาทิตย์ ตั้งแต่ข่วงประตูท่าแพจนถึงแยกอุปคุตเป็น ระยะทาง ๙๕๐ เมตร (ข่วง เป็นภาษาเหนือ หมายถึง ลานหรือพื้นที่โล่งว่าง) |
||||||||||||||
|
||||||||||||||
|
การที่อยู่ๆเราจะไปชี้นิ้วขีดเส้นว่าให้ ปิดถนนเส้นนั้นสายนี้แล้วพยายามจัดกิจกรรม ต่างๆ ขึ้นเพื่อให้เกิดถนนคนเดิน เพียงเพราะเห็นภาพความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นจึงไม่น่าจะเป็นสิ่งที่บันดาลให้ถนน คนเดินเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะถ้าเอาเรื่องเงินงบประมาณในการ บริหารจัดงานมาเป็นตัวตั้งยิ่งแล้วใหญ่ และนี่เอง เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โครงการหลายๆความสำเร็จของถนนคนเดินเมือง เชียงใหม่ที่สามารถจัดงานมาได้อย่างต่อเนื่อง หรืออาจจะเรียกได้ว่าติดตลาดไปแล้วนั้น ก็ด้วยเหตุปัจจัยเฉพาะของท้องถิ่นเชียงใหม่ รวมถึงปัจจัยสนับสนุนที่มาจากความได้เปรียบเชิงที่ตั้ง สภาพอากาศ การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การปกครอง และเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นเมือง ท่องเที่ยวที่มีคนจากทั่วทิศทั้งไทยและเทศ มาใช้เวลาทั้งวันคืนเพื่อการพักผ่อนท่องเที่ยวมากกว่าการเป็นเพียงเมืองผ่านของนักเดินทาง |
||||||||||||||
|
||||||||||||||
|
ที่มา : คอลัมน์ X – clusive จดหมายข่าวฮักแพง ฉบับที่ 17 เดือนกรกฎาคม 2548 |
||||||||||||||
|
||||||||||||||












