พวกเราที่เป็นอาสาสมัครช่วยคนตายและผู้ประสบภัยเวลานี้ถือได้ว่ากำลังทำงานที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่เพียงช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้ที่เดือดร้อนเท่านั้นแต่ยังเป็นการให้กำลังใจแก่ผู้คนเป็นอันมาก
| ช่วยเหลือคนทุกข์ด้วยใจที่เป็นสุข
|
|||
คลี่นยักษ์สึนามิไม่ได้นำมาแต่ความวินาศและความเจ็บปวด แต่มันยังมีอีกด้านที่งดงามและสร้างสรรค์ เพราะมันได้เอาความดีงามของผู้คนออกมาให้ได้ประจักษ์กัน สิ่งที่เราทำยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องฟันฝ่า ที่จริงเราได้ฟันฝ่ามามากแล้ว เพราะหลายวันที่ผ่านมาพวกเรานอกจากจะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแล้ว ยังได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต และไม่เคยคิดว่าจะทำได้เลยด้วยซ้ำ แต่มาถึงตอนนี้เรายังมีภารกิจอีกมากที่จะต้องฟันฝ่ากันต่อไป ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลตัวเองด้วย การดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากเราลืมดูแลตัวเองให้ดี ก็จะมีผลกระทบกับงานของเรา ทำให้เราท้อแท้ง่ายและมีเรี่ยวแรงทำงานได้น้อยลง ในการทำงาน นอกจากเราจะต้องเจอความยากลำบากของเนื้องานแล้ว ปัญหาอีกอย่างก็คือปัญหาความสัมพันธ์กับผู้คนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ปัญหาข้อหลังนี้อาจจะยากกว่าปัญหาที่เป็นเนื้องาน ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของเราก็คือการกระทบกระทั่งกับผู้คนที่เราเกี่ยวข้องด้วย บางทีเราไม่ได้ไปกระทบกับเขา แต่เขามากระทบเราเอง เช่น ตำหนิต่อว่าเรา ไม่เข้าใจเรา หรือกลั่นแกล้งเรา เจอแบบนี้เข้าก็ยิ่งเครียดมากขึ้น เจอเรื่องแบบนี้ก็ขอให้ตระหนักว่าคนภายนอกที่เข้ามากระทบเรา เราไม่สามารถไปแก้เขาได้ หรือควบคุมให้เขาเป็นไปตามใจเราได้ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็คือรักษาใจของเราให้ดี ดูใจของเราไม่ให้ทุกข์ ความทุกข์นั้นบางทีมันเกิดจากการที่เราคาดหวังว่าทำดีแล้วต้องมีคนเข้าใจ พอทำดีแล้วคนอื่นเขาไม่เข้าใจก็ทุกข์ นี่แสดงว่าเราปล่อยให้ความดีมากัดเรา ทำความดีก็ดีแล้ว แต่อย่าเผลอให้ความดีมากัดเรา เราจะทุกข์และเศร้าหมอง ท้อแท้ง่าย ทำอะไรก็ตามย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอสิ่งกระทบมากมาย รวมทั้งคำต่อว่าจากคนที่ไม่เข้าใจเรา หรือคนที่สูญเสียผลประโยชน์ มันเป็นเรื่องของนานาจิตตัง อย่าไปคาดหวังคนอื่นจะเข้าใจเราหมด เวลาทำความดีหรือเสียสละ ก็อย่าไปคาดหวังว่าใครเขาจะเข้าใจเรา อย่าไปคาดหวังแม้กระทั่งว่าเขาจะเห็นบุญคุณของเรา ทำดีอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุดแต่อย่าไปติดยึดกับผลที่ตามมา โดยเฉพาะผลที่เกิดขึ้นกับเรา ถ้าทำใจอย่างนี้ได้เวลามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อว่าเราอย่างโน้นอย่างนี้ เราจะไม่ทุกข์ เพราะทำใจไว้แต่แรกแล้ว
|
|||
| อัตตานั้นพอเกิดขึ้นแล้วมันจะเกิดอาการถือพวกถือพ้อง รวมทั้งมีการแบ่งเขาแบ่งเรา ใครที่ทำงานกับเรา เราก็ถือว่าเป็นพวกเรา ใครที่ทำงานกับองค์กรอื่นก็ถือว่าเป็นพวกอื่น เกิดการแข่งขันกัน จนอาจเกิดความขัดแย้ง อันนี้เราต้องระวัง เพราะคนเรามักชอบแบ่งเขาแบ่งเราโดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่ก็ทำงานอย่างเดียวกัน ช่วยเหลือคนเดือดร้อนเหมือนกัน แต่บางทีก็มาทะเลาะกันเพียงเพราะว่าอยู่คนละองค์กรกัน กลายเป็นว่าเราไม่ได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่ทำงานเพื่อตัวเราเอง อัตตามักทำให้เกิดแบ่งพวกแบ่งพ้องอยู่เสมอ อย่าให้มันเข้ามาเป็นใหญ่ ไม่งั้นจะกระทบกันง่าย แต่ถ้าเรามีอัตตาน้อยลง การทำงานจะมีความสุข ไม่ว่าเจอความล้มเหลวหรือความสำเร็จ ก็ล้วนมีบทเรียนต่าง ๆ ให้เรารับรู้ ล้มเหลวก็มีประโยชน์คือทำให้รู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ สำเร็จก็มีประโยชน์เพราะรู้ว่าอะไรที่ควรทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ล้มเหลวก็ไม่ทุกข์ เพราะงานล้มเหลวแต่ตัวฉันไม่ได้ล้มเหลวด้วย สำเร็จก็ไม่ลืมตัวเพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำงานโดยมีอัตตาน้อยเท่าไร ก็จะสนุกและเป็นสุขมากเท่านั้น และช่วยให้ชีวิตมีความสงบเย็นมากขึ้นด้วย ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ ที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ก็อย่าลืมความสงบเย็น ขอให้ได้สัมผัสกับความสงบเย็นขณะที่ทำสิ่งมีประโยชน์ด้วย หลายวันที่ผ่านพวกเราได้มาร่วมกันทำบุญที่เป็นมหากุศล ขอให้ผลบุญดังกล่าวจนเป็นพลวัตรปัจจัยให้ทุกคนมีร่างกายที่เข้มแข็ง จิตใจที่สดชื่นแจ่มใส เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ แม้จะมีอุปสรรค ก็ขอให้ข้ามพ้นไปได้ด้วยดี อย่าได้มีอันตรายใด ๆ มาแผ้วพาน ขอให้อานิสงส์แห่งผลบุญดังกล่าวเอื้ออำนวยให้ทุกคนเจริญงอกงามในธรรม อยู่เย็นเป็นสุข และปลอดพ้นจากความทุกข์ด้วยประการทั้งปวงเทอญ |
|||
|
บทความของ พระไพศาล วิสาโล |
|||


