เจาะกระเป๋าไรเดอร์! เมื่อ “ค่ารอบ” สวนทาง “ค่าครองชีพ”

Share Post :

บ่ายวันที่แดดเปรี้ยงปร้างจนผิวแทบไหม้ ผมยืนรอรถอยู่แถวสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง บางเขน สายตาก้มมองแอปฯ เรียกรถที่หมุนติ้วเพื่อหาคนขับ… ทันใดนั้นเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น “ตึ๊ง!” ระบบจับคู่คนขับได้แล้ว แต่เมื่อก้มมองแผนที่ ผมถึงกับต้องขมวดคิ้ว คนขับอยู่ไกลถึง “หมอชิตใหม่” แต่ต้องตีรถเปล่ามารับผมที่บางเขน เพื่อไปส่งที่ “งามวงศ์วาน”… ทั้งหมดนี้แลกกับค่าตอบแทนบนหน้าจอเพียง 35 บาท! ตัวเลข 35 บาท กับระยะทางไป-กลับขนาดนั้น ยังไม่นับค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมรถ และค่าเหงื่อไคล ภายใต้อากาศร้อนระอุ นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ “ความไม่สมเหตุสมผล” ที่ไรเดอร์ไทยต้องเจอในทุกๆ วัน

เรากำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของ “การเลือกตั้งปี 2569” ป้ายหาเสียงเต็มพรึ่บสองข้างทาง ทุกพรรคการเมืองต่างชูธงเรื่อง “สวัสดิการแรงงาน” แต่ดูเหมือนว่าในสมการเหล่านั้น แรงงาน Gig Economy กลุ่มใหญ่กว่าครึ่งล้านคน กลับไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก วันนี้ผมจึงอยากขอ “กางกระเป๋าไรเดอร์” ให้ดูกันชัดๆ ว่าทำไมข้อเรียกร้องเรื่อง “ค่ารอบ” จึงไม่ใช่แค่การขอเงินเพิ่ม แต่คือการร้องขอ “ความเป็นธรรม” บนพื้นฐานของข้อมูลจริง

กับดักรายได้ วิ่งงานหนักขึ้น แต่เงินเหลือเท่าเดิม? ภาพจำที่ว่า “ขยันวิ่งงานแล้วจะรวย” กำลังถูกท้าทายด้วยข้อเท็จจริง หากเราผ่าโครงสร้างต้นทุนของไรเดอร์ออกมา จะพบความผิดปกติ 2 ประการใหญ่ ที่สอดคล้องกับรายงานจากสื่อหลายสำนัก:

ประการแรก กับดักค่ารอบแช่แข็ง (Frozen Fees): จาก 120 เหลือ 50 บาท จากการพูดคุยกับพี่ๆ ไรเดอร์และเทียบเคียงข้อมูลจาก คุณภาณุพัฒน์ และณิชกานต์ จาก Decode พบความจริงว่า รายได้ต่อรอบของไรเดอร์ลดลงอย่างมาก

สถานการณ์ หากย้อนหลัง 3-4 ปี ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ปรับตัวสูงขึ้นจาก 20 กว่าบาท ทะยานแตะ 30-40 บาท (เพิ่มขึ้นกว่า 30-40%) รายได้สวนทาง แต่ “ค่ารอบเริ่มต้น” กลับถูกแช่แข็งไว้ที่ 28-30 บาท หนำซ้ำข้อมูลเจาะลึกยังชี้ว่า งานบางประเภทที่เคยทำเงินได้ถึง 120 บาท ปัจจุบันถูกกดราคาลงเหลือเพียง 50 บาท หรือต่ำกว่านั้นในบางพื้นที่ (17-21 บาท) ทำให้ไรเดอร์ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงานจาก 8 ชม. เป็น 12-14 ชม. เพียงเพื่อรักษารายได้ให้เท่าเดิม

ประการที่สองคือต้นทุนแฝง (Invisible Costs) แบกจนหลังแอ่น ข้อมูลอินจาก Thairath Scoop [2] ได้ฉายภาพ “ต้นทุนชีวิต” ที่ไรเดอร์ต้องแบกรับไว้เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุง (ยาง, เบรก, น้ำมันเครื่อง), และค่าอินเทอร์เน็ต เมื่อนำรายได้มาหักลบกลบหนี้ รายได้สุทธิต่อชั่วโมงของไรเดอร์จำนวนมากจึง “ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ” ยิ่งเมื่อนับรวม “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Waiting Time) เวลาที่ต้องจอดรอร้านอาหารทำอาหารนานๆ ฟรีโดยที่ระบบไม่เคยจ่ายชดเชย ยิ่งตอกย้ำว่าโครงสร้างราคานี้ไม่สะท้อนต้นทุนจริง

อีกหนึ่งกลไกที่ดูดเงินออกจากกระเป๋าไรเดอร์อย่างเงียบเชียบ คือระบบ AI จัดสรรงานที่มักจะ “มัดรวมออเดอร์” โดยประเด็นนี้บทความจากคุณโอมาร์ หนุนอนันต์ และณัฎฐณิชา นาสมรูปได้ตั้งคำถามถึง “ความเป็นธรรมของแรงงานแพลตฟอร์ม” (Fairness for Platform Labor) ไว้อย่างน่าสนใจว่า เทคโนโลยีควรช่วยให้งานดีขึ้น ไม่ใช่กดขี่ซับซ้อนขึ้น

อาทิ หากวิ่งงานเดี่ยว 2 งาน ค่ารอบควรจะเป็น 40 + 40 = 80 บาท แต่ความเป็นจริง: เมื่อระบบจับคู่เป็นงานพ่วง (Batched) ค่าตอบแทนรวมอาจเหลือเพียง 55-60 บาท โดยอ้างว่าเป็น “ทางผ่าน” ผลลัพธ์คือ บริษัทประหยัดเงินทันที แต่ไรเดอร์ต้องทำงานหนักเท่าเดิม (รับ 2 ร้าน, ส่ง 2 บ้าน, แบกน้ำหนักเพิ่ม) โดยที่ไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบสูตรคำนวณนี้เลย

ศึกเลือกตั้งปี 69 คือเดิมพันสำคัญกับฐานเสียง “ไรเดอร์” กว่าครึ่งล้าน ที่เมื่อรวมครอบครัวแล้วมีพลังถึง “1.5 ล้านเสียง” นี่คือตัวแปรชี้ขาดที่พรรคการเมืองไม่อาจมองข้าม โจทย์คือจะปล่อยให้พวกเขาจมอยู่กับวิกฤต “ค่ารอบ 35 บาท” หรือจะกล้านำ “โมเดลสากล” มาการันตีรายได้ พรรคใดที่ “กล้าชน” เพื่อทลายความไม่เป็นธรรมนี้

เขียนและเรียบเรียงโดย: วงศธร แก้ววิลัย
ภาพและกราฟิกโดย: วธูสิริ อาจเอื้อ

Share Post :
Scroll to Top