
เวทีไรเดอร์ กรุงเทพ–รังสิต เปิดภาพความคลุมเครือ สิทธิที่เลือนหาย และโครงสร้างที่ไม่พร้อมรองรับแรงงานยุคใหม่
30 พฤศจิกายน 2568 ณ แมคโดนัลด์ บางพูน-รังสิต
กลุ่มไรเดอร์จากพื้นที่กรุงเทพ–รังสิตร่วมเปิดวงพูดคุยในหัวข้อ “เราคือใครภายใต้การทำงานแพลตฟอร์ม และสิทธิที่เราควรได้” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงษ์ จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยน ทำหน้าที่ปูพื้นมิติทางกฎหมายและสังคม เพื่อชวนไรเดอร์ทำความเข้าใจสถานะของตนเองในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
คลุมเครือใครคือ “แรงงานแพลตฟอร์ม”?
ดร.กฤษฎา ชวนสำรวจนิยามแรงงาน 3 ประเภท: dependent worker, independent worker และ independent contractor โดยนิยามสุดท้ายคือกรอบที่แพลตฟอร์มใช้ประกาศว่าไรเดอร์เป็น “ผู้รับจ้างอิสระ” แต่ความคลุมเครือนี้กลับเปิดช่องให้บริษัทหลีกเลี่ยงหน้าที่นายจ้างไปพร้อมกัน ทั้งการคุ้มครอง สวัสดิการ และกฎหมายแรงงานที่ควรได้รับเช่นเดียวกับแรงงานกลุ่มอื่น นี่จึงไม่ใช่แค่ความสับสนเชิงนิยาม แต่เป็น “กลไกทางโครงสร้าง” ที่ทำให้ไรเดอร์ต้องทำงานโดยไร้หลักประกันพื้นฐานใด ๆ
ท่ามกลางค่ารอบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไรเดอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพียงเพื่อให้มีรายได้พอเลี้ยงตัว ส่งผลให้ไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือพัฒนาพลังต่อรองใด ๆ
ภายใต้ความเร่งรีบยังมีความขัดแย้งที่ซ้อนทับ เช่น ความตึงเครียดกับวินมอเตอร์ไซค์ จากการทับซ้อนพื้นที่หรือเขตวิ่ง ซึ่งเป็นผลพวงของแพลตฟอร์มที่ทำให้แรงงานต่างกลุ่มต้องแข่งขันกันเอง แทนที่จะร่วมมือกัน
แม้ไรเดอร์จะเผชิญความเสี่ยงบนถนนทุกวัน แดดร้อนจัด ฝุ่น PM 2.5 อุบัติเหตุ และโรคจากการทำงาน แต่โครงสร้างรัฐยังไม่พร้อมรองรับแรงงานประเภทนี้ การพูดคุยบนเวทีจึงย้อนกลับมาที่ประกันสังคม ซึ่งควรเป็น “เกราะพื้นฐาน” แต่ยังทำหน้าที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกับแรงงานนอกระบบที่จำนวนมากที่ไม่ได้สิทธิที่พวกเขาพึ่งจะได้
ท้ายที่สุด “เราเป็นแรงงานแบบไหนกันแน่” เป็นพาร์ตไทม์? ชั่วคราว? ผู้รับเหมาช่วง (subcontract)? ผู้รับจ้างอิสระ? หรือเป็นลูกจ้างในความหมายเชิงโครงสร้าง? ความคลุมเครือนี้ทำให้ไม่เพียงแค่การคุ้มครองหายไป แต่ การเยียวยาและการฟื้นฟูหลังถูกเอาเปรียบก็หายไปด้วย
ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของไรเดอร์รายบุคคล แต่เป็นผลผลิตของระบบแพลตฟอร์ม เศรษฐกิจนอกระบบ และโครงสร้างรัฐที่ยังไม่เข้าใจภูมิทัศน์แรงงานยุคใหม่ (หรือรัฐเข้าใจแต่ต้องการรักษาผลประโยชน์) เสียงของไรเดอร์ในการพูดคุยครั้งนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการสร้าง “ระบบนิเวศของงานส่งอาหาร” จากมุมของผู้ถูกกดทับโดยตรง เพื่อให้สังคมและภาครัฐเห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่ความเสี่ยง ความไม่มั่นคง และการเอาเปรียบจะยิ่งลุกลามไปกว่านี้




