เมื่อฝ่ายซ้ายตระหนักถึงความอยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ เราต้องไม่ตกหล่ม “ลัทธิอาณานิคมเขียว”

ผู้เขียน: ดาเลีย เกเบรียล
ตีพิมพ์ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน (The Guardian)
แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมใดก็ตามต้องหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของลัทธิอาณานิคมในอดีต และให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศซีกโลกใต้พอๆกับชาวตะวันตก

บรรยายภาพ: การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนจากเงินเปื้อนเลือดและโครงสร้างพื้นฐานจากการค้าทาสและลัทธิอาณานิคม ฉบับสีเขียวก็ไม่ดีไปกว่ากัน ภาพโดย Saul Loeb/ Getty Images

ไม่นานมานี้ ฝ่ายซ้ายกระแสหลักทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกเริ่มแสดงท่าทีต่างไปจากที่เคย หลังจากถูกเหมารวมให้อยู่ในทางที่สาม (Third Way) ทางการเมืองมาหลายทศวรรษ ดูเหมือนว่าเขี้ยวเล็บของเราจะเริ่มงอกกลับมาใหม่ในการต่อสู้ในประเด็นเชิงระบบใหญ่ๆของยุคปัจจุบัน หากดูจากการเคลื่อนไหวต่างๆเช่น เรื่องที่พรรคแรงงานเรียกร้องการประกาศภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศระดับชาติ หรือการที่สมาชิกรัฐสภา อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอคอร์เตส (Alexandria Ocasio-Cortez) ของพรรคเดโมแครตผู้โด่งดังประกาศว่าทุนนิยมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ จะเห็นได้ว่าเรากำลังค่อยๆปลดเปลื้องตัวเองออกจากพันธนาการการเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไป (Incrementalism) ฝ่ายซ้ายตั้งศูนย์ใหม่แล้วและพวกเขาเอาจริง

ถึงกระนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องคำนึงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South)เมื่อพูดถึงการต่อสู้ดิ้นรนในปัจจุบัน อันที่จริงการต่อสู้ดิ้นรนในยุคหลังประกาศอิสรภาพของพวกเขา ก็คือการดิ้นรนต่อสู้กับระบบทุนนิยมและความอยุติธรรมทางการเมืองและทางระบบนิเวศอันเป็นผลจากระบบทุนนิยม ดูการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวอย่าง ในที่สุดเราก็ได้เห็นจุดเริ่มต้นอะไรบางอย่างของการขับเคลื่อนพลังมวลชนและเจตจำนงทางการเมืองซึ่งจำเป็นในการต่อกรกับความท้าทายนี้ ความสำเร็จของพรรคแรงงานในการเรียกร้องให้ประกาศสภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศระดับชาตินับเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดที่สำคัญที่สุดแม้จะเกิดขึ้นช้ากว่าที่ควร เดิมเรามองกันว่าเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมระดับบุคคลซึ่งความคิดเช่นนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายมาเป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้แรงงาน คนทำงานที่ต้องปรับพฤติกรรมตัวเองกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง มีลูกน้อยลง  หากมีการดำเนินการจริงจัง การขยับเช่นนี้ก็เป็นสัญญาณให้เห็นว่าน่าจะมีการยอมรับว่าวิกฤตินี้ต้องการการดำเนินการทางการเมืองในระดับกว้างขวางและรวดเร็วรวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ อีกทั้งบริษัทและสถาบันต่างๆที่มีส่วนในการก่อวิกฤตินี้ต้องเป็นผู้จ่าย

อย่างไรก็ตาม นอกจากความหวังแล้ว เราต้องยอมรับด้วยว่าเรายังอยู่ห่างไกลจากจุดที่เราควรไปให้ถึง ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองของเรายังคงทำเหมือนว่าความอยุติธรรมและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกเป็นแค่การจัดการระบบเชิงเหตุผล (Rational system) ที่ไม่ดี ชุมชนต่างๆในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้และประชากรพื้นเมืองกลับพยายามต่อต้านระบบเศรษฐกิจที่คำนึงถึงผลกำไรมากกว่าโลกและผู้คนด้วยเลือดเนื้ออย่างสุดความสามารถ ความเชื่อมโยงระหว่างทุนนิยมในฐานะระบบและความอยุติธรรมที่เป็นผลพวงเป็นสิ่งที่ชาวโลกส่วนใหญ่ในโลกรู้กันดี ยกตัวอย่างเช่นกรณีเคน ซาโรวิวา (Ken Saro-Wiwa) ที่ถูกฆาตกรรมเพราะพยายามทำลายสายสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างบริษัทเชลล์และรัฐบาลไนจีเรีย หรือการจราจลขนมปังในอียิปต์ (Egyptian bread riots) เมื่อปี 2520 ที่ประชาชนหลายร้อยคนเสียชีวิตในการต่อต้านการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้เป็นแบบเสรีนิยมใหม่ตามคำสั่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ

เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเพียงขบวนการเคลื่อนไหวที่เป็นที่นิยม รัฐบาลทั่วทั้งอเมริกาใต้และหมู่เกาะแปซิฟิคได้แอบครุ่นคิดถึงการจัดตั้งขบวนการต่อต้านระบบทุนนิยมซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและการดำรงชีพของคนนับล้านๆในหลากหลายรูปแบบ ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงถูกเพิกเฉยแต่ยังถูกผู้นำของสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆในยุโรปทำลายลงอีกด้วย ประวัติศาสตร์การต่อต้านนี้มิได้กำเนิดจากจากศาสตร์ลี้ลับอะไรที่คนผิวดำและผิวสีน้ำตาลสืบทอดมา แต่เกิดจากข้อเท็จจริงว่าด้วยความสูงส่งของคนขาว ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขารู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เราเรียกกันว่าประเทศกำลังพัฒนาอันเป็นความโหดร้ายของลัทธิเสรีนิยมใหม่ รายงานของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ที่ประกาศว่าเรากำลังอยู่ในยุคทศวรรษที่ศูนย์” (Decade Zero) ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับประเทศโดมินิกาที่พายุเฮอร์ริเคนเพียงลูกเดียวสามารถพัดพาการพัฒนาถอยหลังกลับไปถึงหนึ่งชั่วอายุคน เช่นเดียวกับปากีสถานที่คลื่นความร้อนในปี 2558 คร่าชีวิตคนไปราว 2,000 คน การพูดถึง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ 1.5 องศาอาจเหมือนเป็นความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเรา แต่ที่พร่ำท่องกันว่า “1.5 องศาเพื่อชีวิตรอดนั้นกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ได้ตะโกนร้องมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทัศนคติแบบลัทธิอาณานิคมบางอย่างมองการดิ้นรนต่อสู้พวกนี้เป็นเรื่องในพื้นที่ มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งของคนผิวดำและผิวน้ำตาลมากกว่าจะเป็นเรื่องการเคลื่อนไหวที่สำคัญทางการเมืองที่เราสามารถเรียนรู้จากมันได้ เห็นได้จากการตั้งให้สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งไม่เพียงผิดเพี้ยนในแง่ประวัติศาสตร์แต่ยังมีโอกาสทำลายเป้าหมายที่แท้จริงของการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของเราอีกด้วย

แน่นอนว่าเรามีบทบาทในการดำเนินการเร่งด่วนที่จำเป็นเพื่อเผชิญกับวิกฤตินี้ เราต้องมีส่วนร่วมในความพยายามที่จะรักษาให้อุณหภูมิโลกไม่สูงขึ้นเกิน 1.5 องศา ซึ่งหมายความว่าต้องไม่มีการเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าต้องยุติบทบาทเจ้าอาณานิคมใหม่ที่บริษัทพลังงานของเรากำลังเล่นอยู่ทั่วโลกโดยทันที เราต้องมีส่วนในการส่งต่อความมั่งคั่งซึ่งจำเป็นต่อโครงการบรรเทาทุกข์ต่างๆในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ รวมถึงตัดความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงลอนดอนและอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงจากฟอสซิล นอกจากนั้นยังหมายความถึงการพลิกบทบาทที่เราเล่นอยู่ในการเจรจาว่าด้วยสภาพภูมิอากาศระดับโลกด้วยซึ่งตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นการเจรจาหนึ่งที่ต่อรองกันโดยมองข้ามผู้คนที่ต้องทนทุกข์กับความเลวร้ายของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป เราจำเป็นต้องทำให้การเจรจาต่อรองเหล่านี้มีความเป็นประชาธิปไตย มีพันธะผูกพันทางกฎหมาย และเป็นเวทีที่เรารับฟัง เรียนรู้และลงมือดำเนินการ

อันหมายถึง ต้องเข้าใจด้วยว่าข้อตกลงสีเขียวหรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมเขียวใดก็ตามไม่สามารถจำกัดอยู่แต่ในกรอบพรมแดนของเราหรือให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวตะวันตกเหนือกว่าคนผิวดำหรือน้ำตาลที่อาศัยอยู่ในส่วนอื่นของโลก ในขณะที่เราเดินหน้าสู่ภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศนั้น พวกหัวก้าวหน้าต้องไม่รับเอาหลักของลัทธิอาณานิคมซึ่งทำให้เราต้องเผชิญกับปัญหานี้ไม่ว่าจะโดยการละเลยบริบททางประวัติศาสตร์โลกที่เกี่ยวกับการต่อต้านประเด็นฉุกเฉินต่างๆ หรือกระทั่งการโต้เถียงว่าเราไม่ควรพัฒนาบอมเบย์ให้ดีเท่าที่ควรเพื่อให้เมืองวีแกนได้เติบโต ที่จริงแล้วการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นได้รับการสนับสนุนทุนและดำรงอยู่ได้ด้วยเงินเปื้อนเลือดและโครงสร้างพื้นฐานจากการค้าทาสและลัทธิอาณานิคม ฉบับสีเขียวนี้ก็ไม่ดีไปกว่ากันเลย

การวางตัวเองให้อยู่ในจุดศูนย์กลางของการต่อต้านทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่และวิกฤติระบบนิเวศ เรามีแนวโน้มที่จะทำผิดซ้ำรอยอดีตลัทธิอาณานิคมเขียวหรือจักรวรรดินิยมแนวสังคมนิยมไม่ใช่ชัยชนะที่ควรอวดอ้าง แต่เป็นสถานะของฝ่ายซ้ายโดยอัตโนมัติอยู่แล้วหากเราไม่ต่อสู้อย่างจริงจังเพื่อให้ได้มาซึ่งวิสัยทัศน์ที่ต่างไป เราต้องไม่เข้าร่วมวงในลักษณะผู้นำที่สถาปนาตัวเอง แต่เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้าร่วม อย่าทำตัวเหมือนตำรวจโลกกันอีกเลยพวกเรา เลิกทำซะ อย่าแม้แต่คิดจะเริ่ม

ดาเลีย เกเบรียล (Dalia Gebrial), ผู้มีสิทธิ์ได้รับปริญญาเอกของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) และบรรณาธิการประจำโนวาร่ามีเดีย (Novara Media)