
ชุดบทความวิเคราะห์ COP31 | ตอนที่ 4 จาก 7 ตอน
เมื่อประเทศต่าง ๆ เตรียมเจรจาเรื่องเงินภูมิอากาศในการประชุม COP31 ที่เมืองอันตัลยา ขบวนการประชาชนและชนพื้นเมืองกำลังท้าทายระบบการเงินที่ให้อำนาจรัฐบาล สถาบันการเงิน และองค์กรขนาดใหญ่กำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากร ขณะที่ผู้เผชิญผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศโดยตรงกลับมีอำนาจตัดสินใจอย่างจำกัด การต่อสู้ครั้งนี้มีเดิมพันอยู่ที่สิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชน ตั้งแต่การเลือกแนวทางปรับตัว การบริหารเงินทุน ไปจนถึงการรักษาดินแดน วิถีวัฒนธรรม และระบบนิเวศที่ผู้คนพึ่งพา
เงินภูมิอากาศเพิ่มขึ้น แต่อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ใคร
การประชุม COP29 ที่กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ในปี 2024 รับรองเป้าหมายการเงินภูมิอากาศร่วมเชิงปริมาณฉบับใหม่ (New Collective Quantified Goal on Climate Finance: NCQG) โดยกำหนดเป้าหมายระดมเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2035 เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศพัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันเพิ่มเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ให้ถึงอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปีเดียวกัน
เป้าหมายทั้งสองมีสถานะแตกต่างกัน จำนวน 300,000 ล้านดอลลาร์เป็นเป้าหมายร่วมด้านการเงินภูมิอากาศภายใต้ข้อตัดสินใจของรัฐภาคี ส่วน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นเป้าหมายการระดมเงินจากทุกแหล่ง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ มิได้หมายถึงภาระผูกพันให้ประเทศพัฒนาแล้วจัดสรรเงินงบประมาณทั้งหมดในจำนวนดังกล่าว
ประเทศกำลังพัฒนาและขบวนการความเป็นธรรมทางภูมิอากาศจำนวนมากยังเห็นว่าเป้าหมายใหม่ไม่เพียงพอต่อความจำเป็นในการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และการรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่การพึ่งพาเงินกู้และการลงทุนเอกชนอาจเพิ่มภาระหนี้และทำให้กิจกรรมที่ไม่สร้างผลตอบแทนทางการเงินเข้าถึงทรัพยากรได้ยาก
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศพัฒนาแล้วจะสามารถระดมเงินได้ตามเป้าหมาย ปัญหาการกระจายอำนาจเหนือเงินทุนก็ยังคงอยู่
ระบบการเงินภูมิอากาศระหว่างประเทศดำเนินงานผ่านสถาบันหลายระดับ คณะกรรมการกองทุนและประเทศผู้ให้การสนับสนุนมีบทบาทกำหนดกติกา หน่วยงานที่ได้รับการรับรองและองค์กรตัวกลางมีหน้าที่บริหารเงินและออกแบบโครงการ ส่วนชุมชนที่เผชิญน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน หรือความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศมักได้รับการกำหนดสถานะเป็นกลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับประโยชน์
อำนาจเหนือเงินทุนจึงไม่ได้อยู่ที่การครอบครองเงินเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมสิทธิในการกำหนดปัญหา เลือกกิจกรรม อนุมัติงบประมาณ เปลี่ยนแปลงแผน และตรวจสอบผลการดำเนินงาน
โครงการปรับตัวที่เปิดให้ชุมชนเข้าร่วมประชุมหรือให้ข้อมูลอาจยังคงเป็นโครงการที่หน่วยงานภายนอกกำหนดเป้าหมายไว้ทั้งหมด การมีส่วนร่วมเช่นนี้แตกต่างจากการให้ชุมชนมีอำนาจตัดสินใจว่าเงินทุนควรสนับสนุนกิจกรรมใด และกิจกรรมใดไม่สอดคล้องกับความจำเป็นหรือสิทธิของตนเอง
ข้อจำกัดของระบบการเงินปัจจุบันยังปรากฏในขั้นตอนการเข้าถึงเงิน องค์กรชุมชนจำนวนมากไม่มีบุคลากรด้านการเงิน ไม่มีระบบบัญชีตามมาตรฐานที่กองทุนระหว่างประเทศกำหนด หรือไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดทำข้อเสนอโครงการและรายงานผลที่ซับซ้อนได้
หลักเกณฑ์เหล่านี้มีความจำเป็นต่อความโปร่งใสและการตรวจสอบเงินสาธารณะ แต่เมื่อออกแบบโดยไม่คำนึงถึงขนาดและลักษณะขององค์กรชุมชน ก็อาจทำให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลายเป็นกลุ่มที่เข้าถึงเงินได้ยากที่สุด
ก่อนการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2026 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ขบวนการประชาชนจึงพยายามผลักดันให้การพิจารณาระบบการเงินภูมิอากาศครอบคลุมเรื่องการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบต่อผู้ถือครองสิทธิด้วย
Nusantara Fund: เงินทุนที่ขบวนการประชาชนกำหนดทิศทางเอง
กองทุน Nusantara Fund หรือ Dana Nusantara ในอินโดนีเซีย เป็นตัวอย่างของการพัฒนากลไกการเงินจากฐานองค์กรประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรมาอย่างต่อเนื่อง
กองทุนเกิดจากความร่วมมือขององค์กรสามแห่ง ได้แก่ พันธมิตรชนพื้นเมืองแห่งหมู่เกาะอินโดนีเซีย (Aliansi Masyarakat Adat Nusantara: AMAN) สมาคมเพื่อการปฏิรูปเกษตรกรรม (Konsorsium Pembaruan Agraria: KPA) และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย (Wahana Lingkungan Hidup Indonesia: WALHI)
องค์กรเหล่านี้ทำงานร่วมกับชนพื้นเมือง เกษตรกร ชาวประมง ผู้หญิง และเยาวชนที่เผชิญความขัดแย้งเรื่องที่ดิน การเข้าถึงทรัพยากร และสิทธิในการจัดการพื้นที่
Nusantara Fund พัฒนาระบบสนับสนุนเงินโดยตรงแก่โครงการริเริ่มของชุมชน โดยลดความซับซ้อนของขั้นตอนการขอรับเงินและการรายงานผล พร้อมรักษาหลักความรับผิดชอบต่อการใช้ทรัพยากร
ตามข้อมูลของเครือข่าย Shandia ภายใต้ Global Alliance of Territorial Communities กองทุนสนับสนุนโครงการริเริ่มของชนพื้นเมืองและองค์กรประชาชนมากกว่า 420 โครงการทั่วอินโดนีเซีย และจัดสรรเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024
กองทุนยังจัดสรรร้อยละ 15 ของเงินสนับสนุนโดยตรงให้แก่กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรประชาชนอื่นเข้าถึงทรัพยากรได้ด้วย
กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนครอบคลุมการจัดทำแผนที่พื้นที่ตามจารีต การคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และการจัดการความรู้ขององค์กรประชาชน
รายงานประจำปี 2024 ของเครือข่าย Shandia อธิบายว่า Nusantara Fund พัฒนาขึ้นในฐานะระบบสนับสนุนการทำงานของขบวนการประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจตัดสินใจไว้กับองค์กรที่ทำงานในพื้นที่
รูปแบบการสนับสนุนดังกล่าวช่วยให้ชุมชนสามารถพัฒนากิจกรรมจากปัญหาและความจำเป็นของตนเอง แทนการปรับกิจกรรมให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของโครงการที่หน่วยงานภายนอกออกแบบไว้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม การที่กองทุนเกิดจากองค์กรประชาชนไม่ได้หมายความว่าการกระจายทรัพยากรจะเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ความสามารถของกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายหลักในการเข้าถึงเงิน ความโปร่งใสในการคัดเลือกโครงการ และความรับผิดชอบต่อสมาชิกของชุมชนยังต้องได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนสำคัญจาก Nusantara Fund อยู่ที่การสร้างสถาบันการเงินที่ยึดโยงกับขบวนการผู้ถือครองสิทธิ และออกแบบกติกาให้สอดคล้องกับรูปแบบการจัดการทรัพยากรของชุมชน
Podáali Fund: เมื่อชนพื้นเมืองเป็นผู้กำกับกองทุน
ในภูมิภาคแอมะซอนของบราซิล กองทุน Podáali Fund พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนองค์กรชนพื้นเมืองในการคุ้มครองดินแดน สิทธิทางวัฒนธรรม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
กองทุนมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรชนพื้นเมืองแห่งแอมะซอนบราซิล (Coordenação das Organizações Indígenas da Amazônia Brasileira: COIAB) ซึ่งเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่ทำงานกับชุมชนชนพื้นเมืองในรัฐต่าง ๆ ของแอมะซอน
ลักษณะสำคัญของ Podáali Fund อยู่ที่โครงสร้างการกำกับดูแลซึ่งประกอบด้วยผู้แทนชนพื้นเมืองทั้งหมด
ข้อมูลที่กองทุนเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2026 ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบาย (Conselho Deliberativo) วาระปี 2024–2028 ประกอบด้วยผู้นำชนพื้นเมือง 22 คน ทั้งกรรมการหลักและกรรมการสำรอง โดยมีตัวแทนจากเก้ารัฐในภูมิภาคแอมะซอน รวมถึงผู้แทน COIAB และสหภาพผู้หญิงชนพื้นเมืองแห่งแอมะซอนบราซิล (União das Mulheres Indígenas da Amazônia Brasileira: UMIAB)
คณะกรรมการดังกล่าวเป็นองค์กรสูงสุดในการกำหนดทิศทางของกองทุน และมีหน้าที่พิจารณานโยบายสำคัญเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากร
การออกแบบสถาบันเช่นนี้ทำให้ชนพื้นเมืองมีบทบาทกำหนดลำดับความสำคัญของเงินทุนผ่านโครงสร้างการบริหารที่พัฒนาขึ้นจากองค์กรของตนเอง
สำหรับชนพื้นเมืองแอมะซอน การคุ้มครองป่ามีความเกี่ยวข้องกับสิทธิในดินแดน ความมั่นคงทางอาหาร ระบบความรู้ และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับธรรมชาติ เงินทุนที่มุ่งวัดผลเฉพาะพื้นที่ป่าหรือปริมาณคาร์บอนจึงอาจไม่ครอบคลุมคุณค่าที่ชุมชนต้องการรักษาไว้
Podáali Fund เปิดพื้นที่ให้การกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและสิทธิของชนพื้นเมือง โดยไม่จำเป็นต้องแปลงคุณค่าของดินแดนทั้งหมดให้อยู่ในรูปผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหรือปริมาณคาร์บอน
ขณะเดียวกัน การบริหารกองทุนโดยผู้แทนชนพื้นเมืองยังต้องเผชิญคำถามเรื่องความเป็นตัวแทนภายใน ทั้งการมีส่วนร่วมของผู้หญิง เยาวชน ชุมชนขนาดเล็ก และกลุ่มที่อยู่ห่างไกล รวมถึงระบบตรวจสอบการใช้เงินและความรับผิดชอบต่อสมาชิก
Nusantara Fund และ Podáali Fund มีรูปแบบการดำเนินงานแตกต่างกัน แต่ต่างแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ของการพัฒนากลไกการเงินที่ผู้ถือครองสิทธิมีบทบาทกำหนดทิศทางและกติกาของสถาบันเอง
กรณีเหล่านี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ากองทุนที่ชุมชนบริหารจะสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ทั้งหมด แต่ช่วยเปิดทางเลือกในการออกแบบระบบการเงินภูมิอากาศที่แตกต่างจากความสัมพันธ์แบบผู้ให้ทุนกับผู้รับความช่วยเหลือ
การเงินที่ชุมชนเป็นผู้นำ: เปลี่ยนกติกาโดยไม่ละทิ้งความรับผิดชอบ
แนวคิดการปรับตัวที่ชุมชนเป็นผู้นำ (Locally Led Adaptation: LLA) ได้รับการพัฒนาเพื่อแก้ข้อจำกัดของระบบการเงินที่กำหนดเป้าหมายและกิจกรรมจากส่วนกลาง โดยให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจตัดสินใจ การสนับสนุนเงินระยะยาว และการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรในพื้นที่
กองทุนเพื่อการปรับตัว (Adaptation Fund) ได้พัฒนาช่องทางการเข้าถึงเงินโดยตรง (Direct Access) ผ่านหน่วยงานระดับชาติที่ได้รับการรับรอง และสนับสนุนแนวทางการเข้าถึงเงินโดยตรงแบบเพิ่มอำนาจตัดสินใจ (Enhanced Direct Access: EDA) เพื่อให้การกำหนดกิจกรรมและการจัดสรรเงินบางส่วนเกิดขึ้นใกล้ชิดกับพื้นที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงเงินโดยตรงของหน่วยงานระดับชาติยังแตกต่างจากการให้ชุมชนมีอำนาจกำหนดเป้าหมายและบริหารเงินด้วยตนเอง เพราะหน่วยงานที่ได้รับการรับรองอาจเป็นหน่วยงานรัฐหรือสถาบันขนาดใหญ่ที่ยังคงควบคุมรายละเอียดโครงการ
กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) เผยแพร่กรอบการดำเนินงานภูมิอากาศที่ชุมชนเป็นผู้นำในปี 2025 โดยให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจตัดสินใจและทรัพยากร การเป็นเจ้าของและดำเนินงานโดยองค์กรท้องถิ่น และการเสริมสร้างความสามารถขององค์กรในระยะยาว
การพัฒนาแนวทางเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินระหว่างประเทศเริ่มยอมรับความสำคัญของการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของกองทุน หน่วยงานที่ได้รับการรับรอง และระบบบริหารเงินของแต่ละประเทศ
เครือข่าย Global Alliance for Green and Gender Action (GAGGA) ซึ่งทำงานร่วมกับกองทุนผู้หญิง องค์กรสิ่งแวดล้อม และขบวนการประชาชนในหลายภูมิภาค เป็นอีกตัวอย่างของการพัฒนาระบบสนับสนุนที่ใกล้ชิดกับองค์กรฐานราก
ตามข้อมูลที่เครือข่ายเผยแพร่ GAGGA ดำเนินงานใน 60 ประเทศ สนับสนุนเงินมากกว่า 50 ล้านยูโรแก่พันธมิตรกว่า 2,360 แห่ง และช่วยเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรชุมชนกว่า 2,590 แห่ง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนขอบเขตการดำเนินงานของเครือข่าย แต่ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานโดยตรงว่าทุกองค์กรได้รับอำนาจตัดสินใจเหนือเงินทุนในระดับเดียวกัน
งานวิเคราะห์ด้านการเงินภูมิอากาศที่เผยแพร่โดย Adaptation Research Alliance ชี้ว่าเงินทุนที่เข้าถึงชุมชนชายขอบยังมีสัดส่วนจำกัด โดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิผู้หญิงและองค์กรชนพื้นเมือง
ข้อมูลที่ถูกอ้างอิงอย่างแพร่หลายระบุว่า ในช่วงปี 2018–2019 องค์กรและขบวนการสิทธิผู้หญิงได้รับเพียงประมาณร้อยละ 0.22 ของความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการที่มีเป้าหมายเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศและความเสมอภาคทางเพศตามขอบเขตข้อมูลที่ศึกษา ตัวเลขนี้ไม่ใช่สัดส่วนของเงินภูมิอากาศทั้งหมดในปัจจุบัน และไม่ควรนำไปใช้แทนข้อมูลการจัดสรรเงินทุกประเภท
ปัญหาการเข้าถึงเงินยังเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการให้ทุนที่มักกำหนดระยะเวลาดำเนินงานสั้น และให้ความสำคัญกับผลผลิตที่สามารถรายงานได้ตามตัวชี้วัด ขณะที่การฟื้นฟูระบบนิเวศ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาความสามารถในการปรับตัวต้องอาศัยการทำงานต่อเนื่องหลายปี
การสนับสนุนระยะยาวจึงมีความสำคัญต่อการสร้างองค์กรและเครือข่ายประชาชนที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ดี การลดขั้นตอนการเข้าถึงเงินต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบที่เหมาะสมกับขนาดและลักษณะขององค์กรชุมชน โดยไม่ทำให้ภาระการรายงานกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน
ความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะควรครอบคลุมทั้งการตรวจสอบทางบัญชีและการตรวจสอบโดยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งสามารถประเมินได้ว่าการใช้ทรัพยากรตอบสนองต่อความจำเป็นของพื้นที่และเคารพสิทธิของชุมชนเพียงใด
COP31: การเพิ่มเงินทุนต้องมาพร้อมการเปลี่ยนกติกา
การประชุม COP31 มีวาระทางการด้านการเงินหลายเรื่อง ได้แก่ การเงินภูมิอากาศระยะยาว การดำเนินงานของคณะกรรมการถาวรด้านการเงิน (Standing Committee on Finance: SCF) รายงานของ GCF กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) และกองทุนเพื่อรับมือความสูญเสียและความเสียหาย (Fund for Responding to Loss and Damage: FRLD) รวมถึงการทบทวนกลไกการเงินภายใต้ UNFCCC ครั้งที่เจ็ด
วาระเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากร การกำกับดูแลกองทุน และการประเมินประสิทธิภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อเรียกร้องเรื่องการให้ชุมชนบริหารเงินโดยตรงจะได้รับการพิจารณาเป็นวาระเฉพาะทั้งหมด
ขบวนการประชาชนจึงพยายามเชื่อมข้อเสนอเรื่องการกระจายอำนาจเข้ากับกระบวนการพัฒนาหลักเกณฑ์และการดำเนินงานของกองทุนที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอสำคัญประการหนึ่งคือการเพิ่มเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าและเครื่องมือทางการเงินที่ไม่เพิ่มภาระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนา เพราะการสนับสนุนผ่านเงินกู้อาจทำให้ประเทศผู้รับต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น แม้การลงทุนดังกล่าวจะมีเป้าหมายรับมือกับวิกฤตที่ประเทศเหล่านี้มีส่วนก่อให้เกิดน้อยกว่า
อีกประการหนึ่งคือการสร้างช่องทางการเข้าถึงเงินที่เหมาะสมกับองค์กรชุมชนและองค์กรผู้ถือครองสิทธิ โดยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหาร และเปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ทรัพยากร
การเงินที่มีความเป็นธรรมจึงต้องพิจารณาทั้งความรับผิดชอบระหว่างประเทศและการกระจายอำนาจภายในประเทศผู้รับการสนับสนุน
ประเทศพัฒนาแล้วต้องรับผิดชอบต่อการจัดหาเงินทุนที่เพียงพอและเหมาะสมกับความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่รัฐบาลและสถาบันผู้บริหารเงินต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในการกำหนดเป้าหมายและจัดสรรทรัพยากร
หากการเพิ่มเงินทุนระหว่างประเทศยังดำเนินงานผ่านระบบที่รวมศูนย์อำนาจตัดสินใจ การขยายปริมาณเงินอาจไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรได้ตามที่คาดหวัง
การติดตามผล COP31 จึงควรพิจารณาว่ากองทุนต่าง ๆ จะปรับปรุงช่องทางการเข้าถึงเงินและระบบกำกับดูแลอย่างไร มีการสนับสนุนองค์กรชุมชนมากขึ้นหรือไม่ และผู้ได้รับผลกระทบสามารถมีบทบาทกำหนดและตรวจสอบการใช้เงินได้เพียงใด
จากอันตัลยาถึงประเทศไทย: การกระจายเงินต้องมาพร้อมสิทธิในการกำหนดอนาคต
สำหรับประเทศไทย การเงินภูมิอากาศมีความเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของชุมชนเกษตรกรรม ชุมชนชายฝั่ง ชุมชนเมือง และกลุ่มประชากรที่เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ
การจัดสรรเงินผ่านหน่วยงานรัฐและองค์กรขนาดใหญ่มีความจำเป็นในบางกรณี โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีและงบประมาณจำนวนมาก แต่การดำเนินงานลักษณะนี้อาจไม่ตอบสนองความจำเป็นของชุมชน หากเป้าหมายและวิธีดำเนินงานถูกกำหนดจากส่วนกลาง
ในพื้นที่เกษตรกรรม การปรับตัวอาจเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูดิน การจัดการน้ำ การรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืช และระบบอาหารท้องถิ่น ขณะที่ชุมชนชายฝั่งอาจให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเล การจัดการทรัพยากรประมง และการรักษาพื้นที่ทางวัฒนธรรม
การกำหนดมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่ พร้อมกับการสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทรัพยากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนจาก Nusantara Fund และ Podáali Fund ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของการพัฒนากลไกการเงินที่องค์กรประชาชนและผู้ถือครองสิทธิมีบทบาทกำกับดูแลโดยตรง แม้รูปแบบดังกล่าวจะต้องปรับให้เหมาะสมกับโครงสร้างกฎหมายและสถาบันของประเทศไทย
แนวทางหนึ่งคือการพัฒนาช่องทางเงินสนับสนุนที่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถร่วมกันกำหนดเป้าหมายและบริหารทรัพยากร โดยมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและเหมาะสมกับขนาดขององค์กร
อีกแนวทางหนึ่งคือการสนับสนุนกองทุนและเครือข่ายองค์กรประชาชนที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถจัดสรรเงินตามความจำเป็นของพื้นที่และพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรในระยะยาว
การสนับสนุนดังกล่าวต้องไม่กลายเป็นช่องทางให้หน่วยงานภายนอกกำหนดกิจกรรมหรือใช้เงินทุนเป็นเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนโดยปราศจากความยินยอม
การปฏิรูประบบการเงินภูมิอากาศของประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างช่องทางสนับสนุนที่ชุมชนเข้าถึงได้จริง การลดอุปสรรคด้านระเบียบ การสนับสนุนเงินระยะยาว และการพัฒนาระบบตรวจสอบที่เปิดให้ประชาชนมีอำนาจร่วมตัดสินใจ
การปฏิรูประบบการเงินภูมิอากาศจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง หากเปลี่ยนเพียงจำนวนเงินและช่องทางการโอนเงิน โดยปล่อยให้อำนาจกำหนดเป้าหมาย เงื่อนไข และการใช้ทรัพยากรอยู่กับสถาบันเดิม คำถามที่ COP31 ต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงประเทศพัฒนาแล้วจะจ่ายเงินเท่าใด แต่รวมถึงใครมีสิทธิตัดสินใจว่าเงินเหล่านั้นจะถูกใช้เพื่อรักษาชีวิต วิถีวัฒนธรรม และระบบนิเวศอย่างไร สำหรับชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น เงินภูมิอากาศที่เป็นธรรมต้องช่วยเพิ่มอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง แทนการสร้างความสัมพันธ์แบบผู้ให้ความช่วยเหลือกับผู้รอรับความช่วยเหลือขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
#COP31 #ClimateFinance #การเงินภูมิอากาศ #NCQG #LocallyLedAdaptation #NusantaraFund #PodaaliFund #ClimateJustice #ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ #TCJA #นโยบายภูมิอากาศ #สิทธิชุมชน #LDI
เอกสารอ้างอิงหลัก
- UNFCCC. (2024). New Collective Quantified Goal on Climate Finance. ข้อตัดสินใจ COP29 กรุงบากู
- UNFCCC. (2026). COP31: Provisional Agenda and Pre-session Documents. https://unfccc.int/event/cop-31
- Dana Nusantara. Who We Are. https://nusantarafund.org/en/who-are-we/
- Global Alliance of Territorial Communities. Shandia: A Global Platform for Direct Territorial Finance.
https://globalalliance.me/shandia/ - Global Alliance of Territorial Communities. (2025). Shandia Annual Report 2024.
https://globalalliance.me/wp-content/uploads/2025/11/shandia-annual-report-2024.pdf - Fundo Podáali. (2026). Governança do Fundo Podáali. https://fundopodaali.org.br/sobre/governanca/
- Tenure Facility. Ensuring the Territorial Rights of Indigenous Peoples in the Brazilian Amazon.
https://thetenurefacility.org/projects/ensuring-the-territorial-rights-of-indigenous-peoples-in-the-brazilian-amazon/ - Adaptation Fund. Locally Led Adaptation. https://www.adaptation-fund.org/apply-funding/locally-led-adaptation/
- Green Climate Fund. (2025). GCF’s Locally Led Climate Action Framework and Guidance.
https://www.greenclimate.fund/document/gcf-s-locally-led-climate-action-framework-and-guidance - Global Alliance for Green and Gender Action. Who We Are. https://gaggaalliance.org/who-we-are/
- Adaptation Research Alliance. Shifting Climate Adaptation Finance to Local Communities through Effective Intermediaries. https://adaptationresearchalliance.org/knowledge-base/climate-finance/brief-shifting-climate-adaptation-finance-to-local-communities-through-effective-intermediaries/
- Fondo Centroamericano de Mujeres. New Partnership to Support Gender-Just Climate Action: The Government of Canada with the Global Alliance for Green and Gender Action. https://fondocentroamericano.org/story/new-partnership-to-support-gender-just-climate-action-the-government-of-canada-with-the-global-alliance-for-green-and-gender-action/
หมายเหตุ: บทความเรียบเรียงจากเอกสารและข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 โดยแยกวาระการเจรจาอย่างเป็นทางการของ COP31 ออกจากข้อเสนอเชิงนโยบายของภาคประชาสังคม กรณีศึกษา Nusantara Fund และ Podáali Fund ใช้เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการกระจายอำนาจทางการเงิน ไม่ได้ถือเป็นหลักฐานว่ากองทุนเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ทั้งหมด