การประมวลองค์ความรู้ และข้อเสนอการปฏิรูปฐานทรัพยากร เพื่อความยั่งยืนและเป็นธรรม

นายกฤษฎา บุญชัย
เลขานุการคณะอนุกรรมการปฏิรูปที่ดิน ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และน้ำ

จากประสบการณ์การทำงานเคลื่อนไหวเชิงนโยบายด้านทรัพยากรมาตลอด จากการประมวลข้อมูล งานวิจัย และการเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเป็นเลขานุการคณะอนุกรรมการปฏิรูปที่ดิน ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และน้ำ ภายใต้คณะกรรมการปฏิรูป ผู้วิจัยได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรกับความยั่งยืนของระบบนิเวศและทรัพยากรเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เราไม่สามารถที่จะมุ่งปกป้องระบบนิเวศและฐานทรัพยากรเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจปัญหาความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรได้ นั่นหมายความว่า การปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยทอดทิ้งปัญหาความยากจน คนยากจนที่เกิดจากการถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรจะยิ่งทำให้ทรัพยากรถูกทำลาย เนื่องจากระบบรวมศูนย์อำนาจรัฐ และระบบทุนนิยมที่เปิดเสรีให้กลุ่มทุนแสวงความมั่งคั่งจากทรัพยากรได้ทำลายทรัพยากร และทำลายพลังสังคมในการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจดังกล่าว การสร้างความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรหรือสร้างความเป็นประชาธิปไตยของสิ่งแวดล้อมจึงเป็นทางออกของปัญหาความไม่ยั่งยืนของฐานทรัพยากร

ในทางกลับกัน การมุ่งแต่เรื่องความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรโดยละเลยเป้าหมายของการรักษานิเวศและทรัพยากรให้สมดุลและยั่งยืน กลับทำให้สังคมถอยห่างจากความสุข เพราะอาจทำให้ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิใช้ทรัพยากรอย่างเสมอหน้าโดยขาดเป้าหมาย ความรู้ในการรักษาทรัพยากรให้ยั่งยืน เมื่อทรัพยากรถูกทำลายสภาพความเดือดร้อน ความยากจนก็จะประสบกับทุกๆ ส่วนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นเท่ากับสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับคนรุ่นหลังที่จะต้องตกอยู่ในสภาพวิกฤติทรัพยากรโดยน้ำมือของคนรุ่นปัจจุบัน

สภาพการณ์ของสังคมไทยก็ไม่ต่างจากที่อื่นๆ มากนัก ที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากร โดยทั้งหมดมาจากระบบการเมืองที่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่รัฐ อันทำให้ท้องถิ่นถูกกีดกันในการจัดการทรัพยากร และจากระบบทุนนิยมเสรีที่อาศัยทั้งกลไกรัฐและกลไกทางเศรษฐกิจและสังคมผลักดันให้แปรรูปทรัพยากรให้เป็นวัตถุดิบ และสินค้าแลกเปลี่ยนในกลไกตลาด อันนำมาสู่การทำลายคุณค่าของทรัพยากรในแง่ทางนิเวศและสังคม และทำให้คนที่มีฐานทางเศรษฐกิจน้อยถูกกีดกันจากการเข้าถึงทรัพยากร มิหนำซ้ำพวกเขายังถูกผลักให้รับภาระความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การออกจากปัญหาวิกฤติเชิงโครงสร้างด้านทรัพยากรดังกล่าวได้นั้น งานศึกษาต่างๆ ระบุตรงกันว่า จะต้องกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรจากที่รวมศูนย์อยู่ที่รัฐและทุนไปให้แก่ท้องถิ่น ต้องส่งเสริมระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรร่วมกันของชุมชนท้องถิ่นภายใต้เพื่อกำกับ ถ่วงดุลกับระบบกรรมสิทธิ์แบบผูกขาดของรัฐและปัจเจก ต้องสร้างเงื่อนไขทั้งทางการเมือง และทางเศรษฐกิจเชิงสนับสนุนแก่สังคมทุกส่วนให้เกิดมีศักยภาพในการจัดการทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืน พร้อมไปกับเงื่อนไขเชิงกดดันไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่ทำลายล้าง พร้อมกับพัฒนาองค์ความรู้ที่หลากหลายในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยทั้งหมดนี้ล้วนให้ความสำคัญกับบทบาทของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร เนื่องจากชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดซึ่งได้ประโยชน์และผลกระทบทางตรงจากการจัดการทรัพยากร

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.ldi.or.th/wp-content/uploads/2020/05/การประมวลองค์ความรู้-และข้อเสนอการปฏิรูปฐานทรัพยากร-เพื่อความยั่งยืนและเป็นธรรม.pdf