• 1/62, Ngam Wong Wan 43 Alley, Lane 19, Thung Song Hong, Lak Si Bangkok, Thailand 10210
  • 02 955 5230

วันที่  10 พ.ย.62

วันที่  10 ..62

เมื่อวาน 10 พย.62 ผมกฤษฎา บุญชัย ผจก.สทพ.ได้ไปถอดบทเรียนการจัดการป่าชุมชนที่บ้านคลองเตย ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีบ้านอื่นๆ มาร่วมถอดบทเรียนได้แก่ บ้านนาอีสาน บ้านนายาว และบ้านนางามด้วยครับ

เริ่มจากเจ้าบ้านคือ บ้านคลองเตย การจัดการป่าชุมชนที่นี่มีความซับซ้อน ตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของหมู่บ้านซึ่งเป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ไม่นาน เกิดจากการอพยพของชาวบ้านอีสานหลากหลายที่ หลายระลอก เข้ามาทำมาหากินภายหลังผืนป่าถูกรัฐให้สัมปทานไม้ ชาวบ้านมาพร้อมกับการขยายตัวของพืชพาณิชย์ทั้งมันสำปะหลัง ยางพารา พื้นที่แถวนี้เป็นพื้นที่ป่าตาม กม.ของรัฐ พวกเขาจึงไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

กลุ่มชุมชนที่นี่ในช่วงแรกๆ ได้ เริ่มจัดตั้งป่าชุมชน เพราะพวกเขาต้องพึ่งพิงทรัพยากรทางอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอยจากป่า ชุมชนเริ่มดูแลป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2538 มีพื้นที่ป่า 1, 100 ไร่
ขณะที่ชาวบ้านอพยบเข้ามาเป็นระลอกตามแรงผลักดันทางเศรษฐกิจ และจากการถูกอพยพ จากการสร้างเขื่อนสียัด
สิ่งที่เขาเผชิญก็คือ พื้นที่เกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยนายทุน ชาวบ้านจึงไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ต้องรับจ้างนายทุนกรีดยางทำสวนเรียกได้ว่าเป็นชุมชนรับจ้างโดยแท้จริง

ที่น่าสนใจคือ เรามักจะคิดว่าชุมชนที่จัดการป่าชุมชนได้มักจะเป็นชุมชนที่มีความมั่นคงในที่ดิน แม้จะไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นอันดับแรก แล้วค่อยมาเริ่มจัดการทรัพยากรส่วนรวม
แต่ที่นี่กลับกันครับ เขาเริ่มจากการไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง แต่ยังดีที่มีพื้นป่าที่เป็นทรัพยากรส่วนรวม ที่พวกเขาปกป้องไว้เพื่อเป็นฐานชีวิต ป่าชุมชนของพวกเขาไม่ได้ประโยชน์เฉพาะชุมชนบ้านคลองเตยเท่านั้น แต่ยังบริการทางด้านทรัพยากรให้แก่ชุมชนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นบ้านนาอีสาน บ้านนายาว บ้านนางาม เข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าเช่นเห็ด ซึ่งมีมูลค่าสูง แม้ไม่มีระบบจัดการเชิงกีดกันคนภายนอก แต่ด้วยความสมบูรณ์ของป่าที่ชาวบ้านดูแล การเก็บเห็ดของชาวบ้านในพื้นที่และนอกพื้นที่ก็ไม่ได้ทำให้ความสมบูรณ์ของป่าลดน้อยลง จนถึงวันนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว มาที่นี่ฝนบูรณ์เขียวขจีสร้างความชุ่มชื้นเป็นแหล่งอาหารสมุนไพร

แต่ปัญหาใหม่ที่พวกเขาเผชิญก็คือ ช้างป่าซึ่งออกไปหากินที่อื่นแล้วมาพำนักพักพิงในพื้นป่าชุมชนของพวกเขา ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปในป่าชุมชนมากนัก
ถามว่าชาวบ้านรักและห่วงป๋าแค่ไหน พวกเขาดูแลตลอด มันเป็นป่าของชุมชนเสมอ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาเจรจาที่จะขอผนวกป่าชุมชนเขาให้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ ชาวบ้านก็ไม่ยอม เพราะถ้ายอมหมายถึงพวกเขาจะไม่สามารถดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนของเขาได้อีกเลย

ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาไม่มีที่ทำกินของตัวเอง ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ไปยึดคืนพื้นที่สวนยางของนายทุน มาแปลงหนึ่ง 2,000 กว่าไร่ ใจจริงชาวบ้านอยากจะไปขอพื้นที่เหล่านี้มาทำเป็นที่ทำกิน แต่ไม่มีทางที่กรมป่าไม้จะมอบให้ได้ ยกเว้นแต่ให้ชาวบ้านเอามาทำเป็นป่าชุมชน กลายเป็นว่าจะขอที่ทำกิน แต่ได้ป่าชุมชนมาแทน ชาวบ้านก็ตั้งใจว่าจะพัฒนาพื้นที่สวนยางทิ้งร้างนี้ให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านทำมาหากินได้ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชนานาชนิด เก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมๆ กับการดูแลรักษา พันธุ์ไม้ท้องถิ่นให้เติบโต อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวนเกษตรก็ว่าได้

ความหวังของชาวบ้านเกิดขึ้นเมื่อกรมป่าไม้ บอกว่า ขณะนี้มีพรบ.ป่าชุมชนแล้ว ชาวบ้านจึงยื่นขอพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นป่าชุมชนทั้งนี้ก็ต้องรอ ระเบียบต่างๆ ที่จะออกมาว่าจะเอื้อให้ชาวบ้านจัดการป่าชุมชนเพื่อทำอยู่ทำกินอย่างไร ถ้าได้จะทำให้ฐานชีวิตเศรษฐกิจของชาวบ้าน จากที่มีหนี้สินมากมาย น่าจะมั่นคงขึ้น

ต่างจากบ้านนาอีสาน พวกเขาแม้มีที่ทำกินของตัวเอง แต่มีป่าชุมชนน้อยมากเพียง 16 ไร่ ชาวบ้านไม่ได้ใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน โดยตรงมากนัก เพราะเพิ่งจะฟื้นฟูขึ้นมาเป็นป่าชุมชน ไม่นาน แต่ที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านใช้ป่าชุมชนในฐานะที่เป็นแหล่งพันธุกรรมไม้ท้องถิ่น
บ้านนาอีสาน ทำการเพาะพันธุ์กล้าไม้ป่าท้องถิ่นขายโดยแสวงหาพรรณไม้ท้องถิ่นที่หายาก ตลาดต้องการทั้งจากในพื้นที่ และไปรวบรวมมาจากภาคอื่นๆ

จากจุดเล็กๆน้อยๆ ขยายตัวอย่างกว้างขวางปัจจุบันมีแปลงเพาะพันธุ์กล้าไม้ป่าไม่ต่ำกว่า 30 บ้าน กลายเป็น เศรษฐกิจชุมชนที่เติบโต มีหน่วยงานภาครัฐแม้กระทั่งกรมป่าไม้และภาคธุรกิจมาสั่งซื้อพันธุ์ไม้ป่า อย่างมากมาย เพราะชาวบ้านที่นี่บ่มเพาะความชำนาญในการหาพันธุ์เพาะพันธุ์กล้าไม้ได้ดี ตัวอย่างของบ้านนาอีสาน ทำให้เห็นว่า แม้จะมีพื้นที่ทรัพยากรไม่มากนัก แต่หากรู้จักใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ ก็สามารถทำให้ชุมชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้

เมื่อประมวลภาพรวมกันแล้วเราจะเห็นได้ว่า ความมั่นคงในที่ดินทำกินเป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่ทำให้ชุมชนตั้งหลักได้ การมีฐานทรัพยากรส่วนรวมอย่างป่าชุมชนบ้านคลองเตย ก็เป็นแหล่งความมั่นคงอาหารให้กับชุมชนในพื้นที่และชุมชนรอบข้าง ขณะเดียวกันการพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมในท้องถิ่นอย่างชาญฉลาด ก็จะสามารถยกระดับคุณค่าและมูลค่าของทรัพยากรได้มากยิ่งขึ้น

บ้านคลองเตย บ้านนาอิสาน บ้านายาว และบ้านนางามจึงเป็นส่วนเติมเต็มและกันเป็นภูมิทัศน์ฐานทรัพยากร ในขณะเดียวกันในแต่ละส่วนก็จะต้องพัฒนาโดยเอาบทเรียนที่ดีๆ ของแต่ละฝ่ายมาพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า

สุดท้าย พรบ.ป่าชุมชน จะเอื้อต่อการจัดการทรัพยากรของชุมชนทั้ง 4 บ้านนี่หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่ชาวบ้านค้างคาใจอยู่ แต่ก็หวังลึกๆว่า กฎหมายและกลไกของรัฐ จะช่วยส่งเสริมเกื้อกูล วิถีชุมชนป่า หาไม่เช่นนั้นแล้ว กฎหมายจะมีประโยชน์อะไร

 


 

Yesterday, 10 Nov. 62 hair, the, merit, manager. The. I have gone to take off the community forest management lesson at khlong toei, tha board district, Sanam Chai District, I province. There are other houses to take off the lesson. This is baan na isan, ban nai and ban nang ant.

Starting from the host is baan khlong toei. The Community Forest Management here is complex since the settlement of the village, which is a new village. Not long ago, caused by the evacuation of Northeastern Villagers, many of which many waves come to earn later. The Forest is cuddle-State. Eating villagers comes with the expansion of commercial plants. Both cassava, rubber, area. This area is forest area according to km. Of the cuddle states they don’t have the rights documents.

The community group here in the early stages has started a community forest because they have to lean on food resources, wood herbs from the forest. The community has started to take care of the community forest since 2538 there are forest area 1, 100 Rai.
As the natives are in the ripple of economic force and from being evacuated by building a stuffed color dam.
What he face is most of the area is taken by the capitalist. Villagers have no place to cook their own. Must be hired, capitalist, cutting rubber, gardening, calling as a real hired community.

The interesting thing is that we always think that community that manage community forests will always be a community with stability in the land. Even without the first documents, let’s start managing the public resources.
But here we go. He started from no land to cook his own, but it’s good to have a forest floor that is a public resource that they protect to become a forest life base. Their community doesn’t benefit only the community of khlong toei, but also the resource services. The other community, whether it is baan na isan, ban na, ban nang, comes to collect the produce from the forest, such as the mushroom, which is high value, even without the external control system, but with the fullness of the forest that the villagers take care of the mushroom picking of local villagers in the area. Outside the area, it doesn’t make the fullness of the forest down until today. It’s been 20 years. Come here, rain, greenery, create moisture as a source of herbal food.

But the new problem they face is the wild elephant who went out to eat somewhere else and then shelter in the forest of their community, so that no one would dare to go into the community forest.
Ask how many people love and care about the father. They always take care of it. It’s always the forest of the community. Even the forest officials are negotiating to ask to annex the forest of the community to be a forest area. The villagers will not give up, because if they surrender, they will not be able to take care of His community got it again

The most important problem is that they don’t have a place to cook their own. Little hope happens when the forest officials have gone to retake the capitalist rubber garden area. It has been converted for 2,000 more than the rai. The villagers want to go to ask for these areas to make a place to cook, but there is no way At The Department of forestry, it is possible except for the villagers to be forest. The community turns out to ask for a place to cook, but the community forest is here. The villagers intend to develop this abandoned rubber garden area into a community forest that the villagers can earn. It is a growing plant that produces productivity as well as the maintenance of local wood plants to grow. It may be called a agricultural agriculture.

The hope of the villagers happens when the forest department says that there is a blessing now. Community Forest, and the villagers are asking for the area to become a community forest. It has to wait for the regulations to come out how to allow the villagers to manage the community forest to do it. How to do it, if it is to make the base of the economic life of the villagers from with a lot of debts, should be

Different from baan na isan, they even have their own cooking, but there are very few community forests, only 16 Rai. Villagers do not take advantage of the community forest, very direct because they just revive the community, not long, but interesting is the villagers use the community forest as the It’s a local genetic source.
Baan na isan does a local forest dare to sell by seeking a rare local wood. The market needs both from the area and gathered from other sectors.

From a small point, it is widely expanded. Now, there is a plant-based breeding, not less than 30 houses, becoming a growing community economy. There are government agencies, even the department of forestry and business sector. Come to order a lot of forest varieties, because the villagers here are not able to cultivate the expertise in Great wood. example of the northeastern house makes you see that there is not much resource space. But if you know how to use resources, it can make the community have economic stability.

As a collection of overview, we can see that the stability in the land is a fundamental factor that makes the community settle. There is a public resource base like forest. The community of khlong toei is also a food stability for local communities and communities, while developing local genetic resources. Intelligent will be able to elevate the value and value of resources even more.

BAAN KHLONG TOEI, ban na long, ban na, and ban nang. It is a fulfilling part and each other is the cuddle th landscape of resources. Meanwhile, in each part, it must be developed by taking a good lesson of each side to develop themselves. To be advanced

Finally, blessings. The Community Forest will be conducive to managing the resources of these 4 communities. It is also a question that the villagers are busy with, but let’s hope that the laws and mechanisms of the cuddle states will help promote the forest community. Otherwise, the law will be useful. What?