เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economic) และไม่ไผ่บนเส้นทางแม่แจ่มโมเดล พลัส

การทำความเข้าใจแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือที่เรียกว่า Creative Economic อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับกลุ่มผู้คนที่ปฏิสัมพันธ์และมีบทบาทหรือกลุ่มที่สนใจงานเชิงสร้างสรรค์ ในการผลักดันขับเคลื่อนระบบกลไกเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ๆ แต่ถ้ามองผ่านมุมมองการทำงานในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือในมิติทางสังคม การเมือง ซึ่งอาจมีมุมมองที่หลากหลายออกไปตามบริบทชุดองค์ความรู้ อาจต้องกลับมาทำความรู้จักและเรียนรู้ ทำความเข้าใจใหม่
เมื่อพิจารณาสถานภาพของความรู้เบื้องต้นของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ( Creative Economic) จะพบว่าเบื้องต้นแนวคิดนี้ได้ถูกพัฒนามาจากความคิดหลังจากช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่สหราชอาณาจักร เกี่ยวกับต้นธารของแนวทางอุตสาหกรรมที่เคลื่อนไปสู่ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในฐานะพลวัตขับเคลื่อน เศรษฐกิจและผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยในปี ค.ศ. 1997 มีการจัดตั้งคณะทำงานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries Task Force) ที่มีหน้าที่ในการทำเอกสารฐานข้อมูลอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries Mapping Document) อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการอธิบายลักษณะและบริบทของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจส่วนอื่นๆ รวมถึงแนวทางการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) และกรอบขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ว่าเป็น“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับ รากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคมและเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่
ในกรณีของประเทศไทย ได้ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปี 2552 จากรายงานการศึกษาเบื้องต้นว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ( The Creative Economy) ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชน) ที่ถือได้ว่าเป็นเอกสาร Mapping ฉบับแรกของไทยที่มีการจัดทำนิยามและขอบเขตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การจัดประเภท เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สถานภาพและปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมไปถึงกรณีศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในต่างประเทศ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่านัยยะของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) คือ การสร้างมูลค่าสินค้า หรือบริการที่เกิดจากความคิดของมนุษย์ สำหรับสาขาการผลิตที่พัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเรียกว่า“อุตสาหกรรม สร้างสรรค์” (Creative Industry) ซึ่งหมายถึงกลุ่มกิจกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ

“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” คือ แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity)และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) ที่เชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ทางสังคม และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ได้กลายเป็นนโยบายที่รัฐให้ความสนใจและเข้า มาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) สนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้และการสร้างปัจจัยแวดล้อม การต่อยอดองค์ความรู้ให้ สามารถสนับสนุนการสร้างมูลค่าในการปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน  อย่างไรก็ดี “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างจากฐานเดิมของประเทศไทยที่เน้นการใช้ทรัพยากรและแรงงานต้นทุนต่ำ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมาสู่การใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยการผลิต การเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์สู่ภาคการผลิตซึ่งนั้นหมายถึงต้องนำไปสู่การพัฒนานโยบายของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน รวมถึงการมีนโยบายสาธารณะที่ทุกภาคส่วนเข้าใจและมองเห็นเส้นทางการพัฒนาร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม นโยบายสาธารณะ (Public Policy) ของการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่อาจสร้างมโมทัศน์ผ่านได้จากจินตนาการเพียงแค่นั้น หากแต่จำเป็นต้องการมีพื้นที่ทางความรู้ (Space of Knowledge) และพื้นที่เรียนรู้ปฏิบัติการ ที่มีบทเรียน ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนจึงเป็นหน่วยการทำงานที่จะนำไปสู่การยกระดับให้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ให้มีพลังในการขับเคลื่อนให้เกิดแรงสะเทือนในสังคมที่จะส่งผลให้ผู้คนกลุ่มต่างๆได้ออกมาแสดงพลัง เจตจำนงร่วมในการขับเคลื่อนอย่างมีพลัง
จากบทเรียน ประสบการณ์จากการผลักดันการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “แม่แจ่มโมเดล พลัส” ได้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า องคาพยพของการปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากร ที่มองการจัดการทรัพยากรเป็นมิติแบบองค์รวม (Holistic Approach) คือการมองโครงสร้างปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงและทับซ้อนกันและกัน ดังนั้นการแกะกะเทาะเปลือก ลอกคราบปัญหา เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน จึงจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงมิติการเมือง สังคม เศรษฐกิจ การผลิตรวมไปถึงกลุ่มพลังทางสังคมต่างๆ ที่จะเข้ามาประกอบสร้างความรู้ของกันและกัน
จากการสรุปบทเรียนหลายต่อหลายครั้งของกลุ่มเครือข่ายชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม รวมถึงภาคีส่วนต่างๆทั้งภาคเอกชนและภาคราชการ ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันในการกำหนดสิ่งที่เรียกว่า “แผนการจัดการขับเคลื่อนแม่แจ่มโมเดล พลัส” ขึ้นมาเบื้องต้น 6 แผนงาน ได้แก่ แผนที่ 1) ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาหนี้สิน  แผนที่ 2) ว่าด้วยการพัฒนาอาชีพ และแนวทางการสร้างสัญญาการรับซื้อที่เป็นธรรม โดยมีพืชนำร่องเบื้องต้นคือ ไม้ไผ่และกาแฟ   แผนที่ 3) ว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า ที่ดินทำกิน โดยการดำเนินการขอใช้พื้นที่ตามมาตรา 19 และการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น   แผนที่4) ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  แผนที่5) ว่าด้วยการเสริมศักยภาพองค์กรชุมชน การพัฒนากลุ่ม องค์กร และกลไกคณะทำงาน และสุดท้ายแผนที่ 6) ว่าด้วยการพัฒนาระบบข้อมูล  ซึ่งทั้ง 6 แผนงานที่ได้ขี้ให้เห็นไปนั้น ตั้งอยู่บนการเชื่อมโยงและไม่แยกขาดแผนงานออกจากกัน เพราะในแต่ละแผนงานนั้นเองเสมือนเป็นการหนุนเสริมซึ่งกันและกัน

ซึ่งจากการทำงาน การลงพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มคนต่างๆในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม รวมถึงการเชื่อมประสานภาคส่วนต่างๆภายนอกเข้ามาเป็นพลังในการทำงานภายใต้ “แม่แจ่มโมเดล พลัส” นั้น ทำให้พบว่าในบางแผนงานได้ขยับไปอย่างรวดเร็วและเห็นพัฒนาของการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีจังหวะ แต่ในบางแผนงาน กลับเสมือนเป็นเรื่องราวใหม่ ที่ต้องอาศัยมุมมอง องค์ความรู้ รวมถึงภาคีภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายเข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน

ภายใต้แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาอาชีพ รวมถึงระบบเศรษฐกิจและการผลิตในมิติใหม่ ได้ตั้งอยู่บนข้อท้าทายและโจทย์ร่วมของการขับเคลื่อนที่สอดรับกับแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบการผลิต เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้ “ไม้ไผ่” เข้ามาเป็นตัวแสดงหลักในฐานะพืชที่เป็นทางเลือกกับการปรับตัว เปลี่ยนผ่านจากการปลูกข้าวโพด ไปสู่ระบบ Forest Farm ที่จะตอบโจทย์ของสังคมที่สำคัญคือการสร้างป่าสร้างรายได้ (คนอยู่ได้ เศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี ทรัพยากรยั่งยืน) “ไม่ไผ่กับคนแม่แจ่ม” ถือได้ว่ามีบทบาทกับชีวิตของผู้คนมากมาย ทั้งคนพื้นราบ ปกากอญอ ม้ง ลั้วะตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บตาย งานหัตถกรรม งานจักสานชั้นสูงที่ทำจากไม้ไผ่แต่ละชิ้น ได้สะท้อนองค์ความรู้ ร่วมถึงสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้ประดิษฐ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด การใช้ประโยชน์จาก ไผ่ ได้ปรากฏในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการแปรรูปอาหาร งานก่อสร้าง เชื้อเพลิง ดนตรี เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์การผลิตต่างๆ     ไม้ไผ่ในแม่แจ่มเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องห่วงโซ่ของนิเวศวิทยา ในพื้นที่ป่าเขตร้อนชื่น ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นทั้งวิถีการผลิต ทั้งการใช้ประโยชน์ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และเป็นทั้งการถ่ายเท สืบทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาผ่านระบบวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อต่างๆ มาอย่างยาวนาน
ในปัจจุบันนี้เอง อาจกล่าวได้ว่า ไม้ไผ่ ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของผู้คนทั้งในพื้นที่ชนบทห่างไกล และได้ขยายปริมณฑลของการประดิษฐ์กรรมความรู้ การใช้ประโยชน์ชุดใหม่ จากเพียงแค่การดำรงชีพ ยังชีพ ไปสู่การพัฒนาให้เกิดสถาปัตยกรรมร่วมสมัย งานสร้างสรรค์ต่างๆ และไปถึงระบบการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมสุขภาพเช่น ชาร์โคล ครีมถนอมบำรุงผิวกาย แชมพู ยาสีฟันและอื่นๆไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล
การเชื่อมต่อ“แม่แจ่มโมเดล พลัส” กับมิติการพัฒนาระบบการผลิต เศรษฐกิจ ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ไปสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” นั้น ได้ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง จากการพูดคุย แลกเปลี่ยนกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ที่ทำงานในเชิงการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เช่น ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ศสบ.) หรือ TCDC, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมไปถึงกลุ่ม Family bamboo และกลุ่มคนที่สนใจ จนนำไปสู่งาน “Kick off จากแผน สู่การขับเคลื่อน”แม่แจ่มโมเดล พลัส” ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ศูนย์เรียนรู้บ่มเพาะและแปรรูปไม้ไผ่แบบผสมผสาน ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งภาคส่วนต่างๆได้ให้ความสำคัญในการร่วมพัฒนาแนวทางของการใช้ไม้ไผ่ ให้เป็นพืชในเชิงการฟื้นตัวของระบบนิเวศน์ พืชเบิกนำทางเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้ของชุมชน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการยกระดับการแปรรูปไม้ไผ่ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปให้มีมูลค่าสูงมากขึ้น เช่นจากการใช่ไม้ไผ่ ไปทำเครื่องจักสาร เครื่องมือทางการเกษตร ตอกมัดข้าว ได้นำไปสู่การแปรรูปทางอุตสาหกรรมในระดับท้องถิ่น เช่น ไม้ตะเกียบ ถ่าน หรือพัฒนาไปสู่ผงถ่านที่มีคุณภาพ โดยเบื้องต้นได้มีการแลกเปลี่ยนกับส่วนภาคอุตสาหกรรม และในอีกระดับหนึ่งคือการพัฒนาไปสู่การออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในทางสถาปัตยกรรม ที่อยู่บนฐานคิดแบบศิลปะ งานสร้างสรรค์ งานฝีมือขั้นสูง ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาทักษะในด้านด้านต่างๆ ร่วมกับชุมชนต่อไป
ความพยายามที่เกิดขึ้นได้เริ่มถักทอ ก่อรูปบ่มเพาะอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านบทเรียนจากการกระทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีกของกระบวนการที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ไม่เรียกว่าเป็นการพัฒนา” ภาพของเส้นทาง แม่แจ่มโมเดล พลัส อยู่บนหลักคิดที่สำคัญคือ พลวัตสิทธิชุมชนที่ตั้งอยู่หลักของเป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน บทเรียน ประสบการณ์แนวทางการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนสร้างพลังในการติดตาม ต่อรอง ต่อสู้กันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการเข้าถึงการพัฒนาในลักษณะต่างๆ ที่จะได้รับอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันระบบการผลิต รายได้ เศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงปากท้องในระดับครัวเรื่อน ก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตการในระยะสั้นและแนวทางในระยะยาว ที่จะต้องมีการทบทวน สร้างทางเลือกใหม่ๆของการพัฒนาระบบอาชีพที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจการเมืองในยุคปัจจุบัน
ท้ายที่สุด ถ้าจะให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economic) เป็นพลังในการเปลี่ยนแปลง และเป็นกลไกหนึ่งที่จะนำไปสู่การลดความเหลื้อมล้ำทางสังคม จึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนการทำความเข้าใจโครงสร้างบริบทปัญหาของสังคม ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ที่มิใช่แค่ด้านการเติบโตเศรษฐกิจในมุมมองแบบสร้างสรรค์เท่านั้น หากแต่ต้องเข้าใจบริบทปัญหาของสังคม ความเป็นธรรมของผู้คนในท้องถิ่น ชุมชนที่ลุกขึ้นมาแก้ไข บริหารจัดการปัญหาของ และทำให้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เข้ามาเป็นพลังอีกส่วนที่สำคัญ ในการพัฒนาไปสู่สังคมที่เป็นธรรมร่วมกัน”

โอฬาร อ่องฬะ

การทำความเข้าใจแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือที่เรียกว่า Creative Economic อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับกลุ่มผู้คนที่ปฏิสัมพันธ์และมีบทบาทหรือกลุ่มที่สนใจงานเชิงสร้างสรรค์ (เพิ่มเติม…)