สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196 โดย หมอทวี ตอนที่ 10. "เกิบแตะ" (ตอนจบ)

 

สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196

โดย หมอทวี

ตอนที่ 10. “เกิบแตะ” (ตอนจบ)

การดำรงชีวิตในป่าที่ต้องจรยุทธ์ไปเรื่อยๆ  บ้าน เสบียงอาหารและเครื่องอัตถบริขารของเราล้วนบรรทุกอยู่บนหลัง นอกจากนั้นยังมีอาวุธประจำกายและเครื่องมือทางทหารที่ประดับอยู่ตามร่างกายอีกจำนวนหนึ่งด้วย
พวกเรา ต่างคนต้องพยายามจัดแจงสัมภาระข้าวของที่ติดตัว ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การเคลื่อนไหวมีความคล่องตัวและไม่แบกน้ำหนักบรรทุกจนเกินไป แม้กระนั้นเวลาเกิดเหตุปะทะกันเข้าจริง เครื่องประกอบเหล่านี้ก็มักจะเหลือติดตัวกลับมาแบบไม่ครบองค์
ในฤดูฝน การเดินตากฝนไปสู่จุดหมายปลายทางถือเป็นเรื่องปกติ ผ้ายางหลังคา ผ้ายางสำหรับปูพื้นและเปลผ้าร่มจึงเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่พวกเราต้องมี เพราะจะไปมองหาถ้ำหรือหลังคาบ้านที่ไหนใช้หลบฝนนั้นไม่มีทาง  เราต้องพึ่งหลังคาชั่วคราว แบบขึงปุปได้ปั้บ เพียงแค่เล็งหาต้นไม้ขนาดพอเหมาะสองต้นห่างกันสักวาหนึ่งเป็นใช้ได้ จากนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกและล้างเท้าให้พอดูได้ แล้วก็ขึ้นนอนห้อยโตงเตงฟังเสียงฝนกระทบหลังคาสบายใจเฉิบ
พูดถึงเสื้อผ้า อย่างเก่งเราก็มีสำรองเพียงหนึ่งชุดที่อยู่ในเป้สนาม เสื้อกางเกงที่เปียกส่วนใหญ่จะแห้งคาตัวเพราะไม่มีเวลาได้ตากแดดตากลม บ่อยครั้งก็ต้องเร่งให้แห้งกันด้วยความร้อนจากกองไฟ เสื้อผ้ารวมทั้งกลิ่นตัวของพวกเราจึงมีส่วนผสมของควันไฟอย่างฝังลึกด้วยกันทุกผู้ทุกคน สหายบางคนสังเกตุว่า แม้แต่หมามวลชนตามหมู่บ้าน มันยังสามารถแยกกลิ่นอัตลัษณ์ของสหายได้ตั้งแต่ในระยะไกล
รองเท้าของพวกสหายก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เรานิยมใช้รองเท้าแตะที่พื้นทำด้วยฟองน้ำหรือไม่ก็ยางรถยนต์  สไตล์ยอดนิยมคือแบบที่ใช้นิ้วเท้าขนีบไว้เวลาเดิน  ที่หูรองเท้าสองข้างจะใช้ยางหนังสะติ๊กผูกคล้องไว้สำหรับรัดส้นเท้าให้กระชับแน่น ไม่หลุดง่ายเมื่อเวลาต้องออกวิ่ง
รองเท้าพื้นฟองน้ำก็ดีตรงที่เบาสบาย ส่วนยางรถยนต์ดีตรงที่ทนทานและหนามตำไม่เข้า  แต่ทั้งคู่สามารถใช้เป็นเชื้อฟืนสำหรับก่อไฟได้เป็นอย่างดี
ถ้าถามว่ารองเท้า หรือ “เกิบแตะ” ของเหล่าสหาย มีอัตลักษณ์ที่ตรงไหน ผมขอบอกว่าให้สังเกตุดูที่ส้นรองเท้าทั้งสองข้างครับ สหายทุกๆคนมักใส่รองเท้าแตะที่มีรอยแหว่งบริเวณส้นเท้า เพราะส้นรองเท้ามักถูกเฉือนไปใช้ก่อกองไฟอยู่เป็นกิจวัตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าฝน ส่วนจะแหว่งมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเจ้าตัว คือถ้าเป็นฝ่ายเสบียงก็แหว่งมากหน่อย
ในเวลาที่เกิดเหตุปะทะกับข้าศึกทุกครั้ง สิ่งหนึ่งที่สหายมักทิ้งหลักฐานเอาไว้ในที่เกิดเหตุเสมอๆก็คือเจ้าเกิบแตะนี่แหละ
ต่อให้รัดส้นเท้าไว้แน่นแค่ไหน มันก็หลุดเอาง่ายๆ เพราะมันไม่ใช่รองเท้าผ้าใบหุ้มส้นหรือรองเท้าบู้ทหุ้มข้อแบบที่ทหารตำรวจเขาใช้กัน
ณ ป่าโคกแห่งหนึ่ง บริเวณรอยต่อระหว่างบ้านหัวนาคำกับบ้านโนนถาวร ซึ่งอยู่กลางแอ่งกระทะของอำเภอหนองบัวแดง ช่วงนั้นเป็นปลายฤดูแล้งต่อกับต้นฤดูฝน หญ้าเพ็กที่ถูกไฟไหม้กลายเป็นตอแหลมๆโผล่อยู่เหนือพื้นดินเต็มไปหมด คละไปด้วยพื้นหินลูกรังและหินกรวดที่แตกร้าว มีตอหญ้าบางส่วนกำลังเริ่มผลิใบแซมอยู่ประปราย
ในคราวนั้น ผมและหน่วยจรยุทธ์ของเราจำนวนหมู่หนึ่งออกปฏิบัติงาน  เจ้าเกิบแตะที่ผมใส่เป็นฟองน้ำ ระหว่างเดินทางถูกตอหญ้าเพ็กตำทะลุอยู่สองสามรู เท้าที่ถูกตำเริ่มเจ็บระบม เวลาหยุดพักต้องคอยสำรวจอยู่เป็นระยะ
พวกเราเดินแถวสลับหยุดพักกันไปตามปกติ แต่ทันใดนั้นปรากฏมีกองกำลังของข้าศึกประมาณหนึ่งหมวดกำลังลาดตระเวณมาจากโนนป่าโคกที่อยู่ถัดไปข้างหน้า ระยะห่างประมาณสักหนึ่งเส้นเห็นจะได้ เพราะมองเห็นตัวซึ่งกันและกันอยู่ไม่ไกลนัก
การเปิดฉากยิงเข้าใส่กันเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว สลับไปกับเสียงร้องสั่งการดังโหวกเหวก  ดวลปืนกันอยู่อย่างนั้นราวครึ่งชั่วโมง เอ็มสิบหกของผมหมดกระสุนไปแม็กกว่าๆ  ยิงกันไป วิ่งหาที่กำบังกันไป ต่างฝ่ายต่างสังเกตุเป้าได้จากแสงไฟที่ปากกระบอกปืนและการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม
สักพักใหญ่ผู้บัญชาการทางทหารก็สั่งถอย เพราะประเมินแล้วว่าต่างฝ่ายต่างกินกันไม่ลง และ พวกเรายังอยู่ครบกันทุกคน ไม่มีใครบาดเจ็บ แต่เกิบแตะเจ้ากรรมของผมนั่นซิ ดันหลุดหายไปข้างหนึ่งเสียแล้ว
ตอนที่กำลังสู้รบกันอยู่นั้น  ฮอร์โมนส์แอดรินาลีนคงฉีดพล่าน ผมไม่รู้สึกเจ็บเท้าเลยทั้งๆที่มันระบบอยู่ก่อนแล้ว  เมื่อรู้ตัวว่ารองเท้าหลุดหายไปหนึ่งข้าง เกิดความรำคาญว่าใส่รองเท้าข้างเดียวไม่ถนัด จึงถอดทิ้งตามไปอีกข้างหนึ่ง เพื่อให้เหมือนๆกัน
พอเดินไปได้สักพักใหญ่ ฮอร์โมนแอดรินาลีนคงหมดฤทธิ์ เริ่มเดินกระหยองกระแหยงด้วยความเจ็บ เพราะเท้าท้ังสองข้างเดินกดทับลงไปบนตอหญ้าเพ็กและหินที่แหลมคมในทุกย่างก้าว
ในใจคิดสับสนไปตลอดทางว่า ทำไมถึงไปถอดเกิบทิ้งอีกข้างนะ
เจ็บเท้าข้างเดียวยังดีกว่าเจ็บหมดทั้งสองข้างแบบนี้
โธ่…ไม่น่าโง่เลย
“ฝากไว้ก่อนเถอะ เจ้าเกิบแตะ!!”
(จบ)