ให้เธอประเทศไทย

ให้เธอประเทศไทย

พลเดช  ปิ่นประทีป/๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

          ผมกลับจากดูงานที่นอร์เธิร์นไอร์แลนด์เมื่อต้นปี ๒๕๕๕ พร้อมกับความรู้สึกว่าอิทธิฤทธิ์ของความเกลียดชังที่คู่ขัดแย้งคาธอลิค-เนชันแนลลิสต์กับโปรเตสแตนท์-ยูเนียนนิสต์ได้ปั้นแต่ขึ้นมาห้ำหั่นกันนั้นช่างรุนแรงเหลือเกิน สู้รบกันอยู่ ๓๐ปี ตาย๔,๐๐๐ คน บาดเจ็บอีกเท่าตัว ติดคุก ๓๐,๐๐๐ คน  นี่หยุดยิงกันมาแล้วถึง ๑๔ ปีแต่ความเคียดแค้นชิงชังในใจก็ยังไม่จางหาย

          มาถึงบ้านเราก็มีระเบิดที่ปัตตานีเป็นข่าวต้อนรับอยู่แล้ว น้องนักข่าวภาคใต้ที่ไปดูงานด้วยกันรำพึงรำพันว่างานเข้าอีกแล้ว ความรุนแรงที่เป็นผลจากการปลุกกระแสความเกลียดชังโดยใช้มิติทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ชาติพันธุ์ที่แตกต่างมาปั้นแต่งนั้นช่างร้าวลึก ทำให้ไฟใต้ยิ่งโหมกระหน่ำ ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร

          การแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาได้ปลุกกระแสความเกลียดชังขึ้นสูงโดยใช้สัญลักษณ์สีแดงสีเหลืองเป็นเครื่องมือ แท้ทีจริงนั้นมีอำนาจรัฐและผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองเป็นแรงขับดัน แต่ไม่ว่าจะใช้เหตุผลข้ออ้างอย่างไร ความเกลียดชังและการแย่งชิงได้ทำให้เกิดการเผากรุงเทพฯ และต่อสู้จนบาดเจ็บล้มตายกันนับร้อยนับพันคน ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย การพัฒนาหยุดชะงัก

          แล้วเช่นนี้ประเทศไทยของเราจะเดินหน้ากันไปอย่างไร

          ในรอบปีที่ผ่านมา ผมโชคไม่ดี ต้องสูญเสียคุณแม่สองคนไปในเวลาที่ไล่เลี่ยกันเพียงแค่ ๔๐ วัน คนแรกคือแม่ตัวอายุ ๘๕  คนหลังเป็นแม่ยายอายุ ๙๓ ทั้งสองท่านอายุยืนและจากไปอย่างสงบ คงเป็นเพราะกุศลผลบุญที่ท่านได้ทำมาชั่วชีวิตครับ

          แม่ของผมท่านมีความเชื่อส่วนตัวว่าการช่วยเหลือคนทุกข์คนยากเป็นสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะการช่วยเด็กที่ยากจนให้ได้รับการศึกษา เพราะท่านเคยยากจนมาก่อนแต่โชคดีที่ได้เรียนจนเป็นครูประชาบาล ท่านชอบทำทานมากกว่าการทำบุญ ท่านจึงให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนในพิษณุโลกทุกปี ตลอด ๒๕ ปีเต็มภายหลังเกษียณราชการ รวมกว่า ๑๐,๐๐๐ ทุน

          ส่วนแม่ยายของผม ท่านเคยเป็นแม่ค้าทำขนมเร่ขายในจังหวัดระยองเพื่อส่งลูกเรียน ท่านไม่ชอบให้ทานแต่ท่านตักบาตรทำบุญทุกวัน ท่านมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาโดยไม่มีเงื่อนไขและมีวัตรปฏิบัติที่คงเส้นคงวาจนกระทั้งต้องหยุดเพราะเดินเหินไม่สะดวกในช่วงเดือนสุดท้าย แต่กระนั้นก็ยังคอยคุมให้ลูกสาวและแม่บ้านต้องใส่บาตรพระทุกเช้าไม่ได้ขาด

           คุณแม่ทั้งสองท่านได้สอนลูกหลานและเหลนด้วยการปฏิบัติ ที่สำคัญคือเรื่องความรักและการให้ ครอบครัวและวงศ์ตระกูลของเราจึงมีความสงบร่มเย็นกันตามอัตภาพ ในขณะที่บ้านเมืองภายนอกช่างร้อนรุ่มไปด้วยกระแสของความเกลียดชังและการแย่งชิง และบ่อยครั้งเราเองก็พลัดไปในกระแสเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

           ที่ไทยพีบีเอส ในช่วงที่ผมยังเป็นกรรมการนโยบายอยู่ วันหนึ่งได้ดูรายการโทรทัศน์ของเรารายการหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ถูกไฟไหม้ทางภาคอิสาน แล้วทางรายการได้ขึ้นข้อความเชิญชวนคนบริจาคเงินช่วยเหลือ เพียงแค่สัปดาห์เดียวทราบว่าได้เงินราวหนึ่งล้านบาทไปซ่อมสร้างห้องเรียนให้เด็กได้แล้ว

           จากกรณีนั้น ทำให้ผมทึ่งต่อนิสัยการให้และการทำบุญทำทานของคนไทยที่ผมเคยมองข้ามไปพักใหญ่ ผมเคยหมดหวังกับการให้ของสังคมไทยที่นิยมให้กับวัด วังและหน่วยราชการจนองค์กรพัฒนาสังคมแทรกเข้าไม่ได้เลย  ในขณะเดียวกันผมก็ทึ่งต่อพลานุภาพของสื่อโทรทัศน์ที่สามารถสัมผัสลึกเข้าไปถึงจิตใจอันมีความเมตตากรุณาเป็นเมล็ดพันธุ์อยู่ภายในของคนไทยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล

           โชดดีที่คุณหมอกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส.ท่านก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันและเพิ่งได้ศึกษาโครงการ Giving UKมาพอดี ได้ฟังที่ท่านเล่าผมก็ยิ่งเกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น เราจึงขันอาสากับท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสีในวงประชุมครั้งหนึ่งว่าไทยพีบีเอสกับ สสส.จะจับมือกันเพื่อบุกเบิกงานการให้เพื่อเพื่อนมนุษย์ในเมืองไทยอย่างจริงจังเสียที และอยากเห็นการขับเคลื่อนเรื่องนี้มีส่วนช่วยนำพาคนไทยส่วนหนึ่งได้ก้าวข้ามและหลุดออกจากปมความขัดแย้ง การแย่งชิงและกระแสความเกลียดชัง ในตอนนั้นเราเรียกชื่อกันเบื้องต้นว่าโครงการ Giving Thailand ซึ่งผมแปลเล่นๆ เป็นการส่วนตัวว่า “โครงการให้เธอประเทศไทย” ครับ

          เป็นที่น่าชื่นใจ บัดนี้โครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากแล้ว มีองค์กรพัฒนาเอกชนในด้านเด็กร่วม ๒๐ องค์กรเข้ามาร่วมมือกันทำงาน มีมูลนิธิไทยพีบีเอส สถาบันเช้นจ์ฟิวชันและทีมงาน สสส.ช่วยพัฒนาระบบและช่องทางรองรับ จึงมั่นใจได้ว่า ทันทีที่ไทยพีบีเอสได้เริ่มออกรายการในช่วงไตรมาสสาม ระบบงานกองทุนการให้เพื่อสังคมจะเดินเครื่องไปอย่างไม่มีวันหยุด

           โดยส่วนตัว ผมอยากเห็นพี่น้ององค์กรภาคีการพัฒนาเด็กทุกองค์กรที่มาร่วมบุกเบิกครั้งนี้ได้รู้สึกในการเป็นเจ้าของกองทุนและเจ้าของโครงการร่วมกัน ไม่มีใครเป็นผู้ให้-ผู้รับ แต่พวกเราทุกคนคือผู้ให้ คือมือบน ผู้ที่จะส่งทอดต่อมือกันไปจนถึงเด็กผู้ยากลำบากทั้งปวง เราทั้งหลายจะเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงผู้ให้ตัวจริงที่ยิ่งใหญ่ คือคนไทยและสังคมไทย กับผู้รับตัวจริงที่ยากลำบากและไร้ที่ยืนในสังคมเหล่านั้น

           ผมอยากเห็นพนักงานของไทยพีบีเอสทุกคน ทุกระดับได้เล็งเห็นและตระหนักในคุณค่าของโครงการนี้ โดยขับเคลื่อนร่วมกันทั้งองคาพยพ อยากเห็นการผุดขึ้นมาจนก้นบึ้งของสิ่งที่เรียกว่าสำนึกสาธารณะและจิตอาสา อันเป็นแก่นของความเป็นสื่อสาธารณะของท่านทั้งหลาย โดยถือเสมือนว่างานนี้เป็นภารกิจซีเอสอาร์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นธงขององค์การ

            ผมอยากเห็น สสส.กับไทยพีบีเอส ในฐานะที่เป็นองค์กรสาธารณะระดับชาติที่มีศักภาพสูง อันแรกเชี่ยวชาญด้านการจัดการกองทุน อันหลังเก่งในด้านสื่อสารกับสังคม  สององค์กรควรจับมือคล้องแขนกันอย่างแน่นแฟ้นสัก ๓-๔ ปีเพื่อชูธงความรักและการให้ โดยมีกองทุนการให้เพื่อสังคมเป็นเครื่องมือ สร้างสรรค์วัฒนธรรมการให้และจิตอาสาในสังคมไทยไปสู่มิติใหม่

            ผมอยากเห็นเพื่อนคนไทยที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พากันภาวนาถึงความรักและการให้ แข่งกับเสียงตะโกนด่าทอด้วยความเกลียดชังและแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตายของเพื่อนคนไทยบางกลุ่ม

            ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งสังคมไทยจะเย็นลงและเปลี่ยนไปในทิศทางของความดีงาม อารยะและเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ทั่วโลกประทับใจ