“วินาศภัยการเมือง”

          การถ่ายทอดสดการตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ ถือเป็นกระบวนการทางปัญญาที่ให้ความรู้ความเข้าใจและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปมความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่กำลังดำรงอยู่อย่างทรงพลังมาก

          กระบวนการพิสูจน์และวินิจฉัยของคณะตุลาการเป็นระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่นานาอารยประเทศให้การยอมรับ และน่าเชื่อได้ว่าคนไทยโดยรวมจะยกระดับสติปัญญาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
          เหมือนเช่นที่กระบวนการพิสูจน์ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจีที 200 ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศได้กระทำมาแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า
          อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการแสดงให้เห็นด้วยหลักวิชาการอย่างกระจ่างแจ้งเช่นนี้ อาจยังมีคนบางกลุ่มยอมรับไม่ได้ โดยยึดมั่นในความเชื่อความศรัทธาและผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหมือนเดิมซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ควรไปถือสาหาความ แต่ต้องไม่ยอมให้ใครใช้เป็นข้ออ้างที่จะหนีโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมือง หรือดำเนินการโกหกหลอกลวงชาวบ้านอย่างอิสรเสรีอีกต่อไป สังคมคงรู้เท่าทันมากขึ้นแล้วเช่นกัน
          แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังน่าเป็นห่วงคือการอาละวาดแบบใต้ดินของกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์และกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่หมายมั่นจะฉวยโอกาสใช้ความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจในโครงสร้างส่วนบน ระเบิด 4 จุด กลางกรุงเทพฯเมื่อคืนวันที่ 28 อาจเป็นสัญญาณเตือน หรืออาจเป็นการหยั่งเชิงก็สุดจะคาดเดา
          เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว การโอดครวญร้องขอให้ฝ่ายก่อการเห็นแก่เศรษฐกิจการลงทุนของบ้านเมืองแบบที่นักธุรกิจชอบพูด หรือการเรียกร้องสันติสมานฉันท์ที่นักวิชาการอยากให้คู่ขัดแย้งมาสานเสวนา คงไม่เกิดประโยชน์อันใด
          ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องผนึกกำลังระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมอย่างจริงจัง เพื่อพาประเทศและสังคมไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตนี้เสียที ก่อนที่หลุมโคลนอุบาทว์จะดูดพวกเราลงไว้ที่นี่กันหมดทุกคน
          ผมมีข้อเสนอครับ :
          1. ถักทอเครือข่ายเฝ้าระวังวินาศภัยการเมือง
 
          แม้เป็นเรื่องที่ไม่ควรหวาดกลัวจนเกินเหตุ แต่ก็ไม่ควรประมาทหรือยอมจำนนกับมัน การวางเพลิงสถานที่สาธารณะ การวางระเบิดที่ชุมชน การโฉบเฉี่ยวยิงเอ็ม 79 การลอบทำร้ายหมายชีวิต หรือกระทั่งลักพาตัวบุคคลสำคัญ ฯลฯ ล้วนอาจเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
ในสถานการณ์ที่อำนาจรัฐตำรวจและทหารเองก็ยังมีข้อจำกัดอย่างทุกวันนี้ ทุกฝ่ายควรพึ่งตนเองเป็นสำคัญ และต้องช่วยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปฏิบัติงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย
          องค์กรชุมชน ข่ายงานประชาสังคม เอ็นจีโอ วิทยุชุมชน เครือข่ายสายด่วน และพลเมืองผู้มีจิตอาสาทั่วประเทศ ควรรวมตัวจัดตั้งตนเองในชื่อและรูปแบบที่หลากหลาย เป็นกลุ่ม-เครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังวินาศภัยการเมืองในชุมชน ในถิ่นฐานและที่ทำงานของตน เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุรุนแรงทั้งใต้ดินและบนดินอย่างน้อยตลอดระยะเวลา 3 เดือน
          เครือข่ายควรทำหน้าที่เฝ้าระวังเหตุการณ์ ตรวจตราสิ่งผิดปกติ คนแปลกหน้า วัตถุต้องสงสัย เมื่อพบเห็นสัญญาณอันตรายต่อชุมชน ต้องแจ้งข่าวสารให้เครือข่ายและหน่วยงานทางการทราบทันที ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองตนเองและป้องกันชุมชนจากเหตุรุนแรง พยายามเข้าระงับเหตุตามกำลังความสามารถ สนับสนุนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เพื่อจับกุมและดำเนินคดีต่อผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังอย่างถึงที่สุด รวมทั้งหากบังเอิญโชคร้ายได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ต้องช่วยกันควบคุมสถานการณ์และฟื้นคืนสภาพวิถีชีวิตปกติของชุมชนโดยเร็ว
          2. ฟื้นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง
 
          มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีและบริวารว่านเครืออีกนับสิบกระทงที่ควรได้รับการสานต่อโดยเร็ว ทั้งในเรื่องอาญา แพ่ง ความเสียหายต่อรัฐ และตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนมาตรการสรรพากร ฯลฯ เรื่องนี้สังคมไทยต้องติดตาม กระตุ้นเตือน และสนับสนุนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการโดยไม่ชักช้า เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างและเป็นการฟื้นฟูความแข็งแรงของขื่อแปบ้านเมือง ตลอดจนเป็นการถอนรากขบวนการทุจริตเชิงนโยบายและถอดสลักความรุนแรงใต้ดินไปด้วยในตัว
          ส่วนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบทางการเมืองที่ค้างคาอยู่ ควรรีบเร่งกระบวนการเพื่อนำขึ้นสู่ศาลโดยเร็วและโปร่งใส ไม่เลือกว่าจะเป็นฝ่ายใด
          3. ประกาศให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น 1 ปี
 
          เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลและในรัฐสภา เพื่อจูงใจให้ทุกฝ่ายหันกลับมาสู่การเมืองในระบบ ให้ทุกพรรคทุกกลุ่มเข้ามาสู่จุดลงตัวใหม่ที่จะแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกันตามรัฐธรรมนูญ 2550 และเพื่อให้ภาคประชาชนได้วางแผนร่วมรณรงค์เตรียมความพร้อมของสังคม และทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเป็นนัดประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญที่สมศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคน
          ผมขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศความตั้งใจที่จะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปคราวหน้าเร็วขึ้นสัก 1 ปี ครับ
พลเดช ปิ่นประทีป / 4 มี.ค. 2553