ความเอื้ออาทร คือ พื้นฐานของพลังชุมชน เราต้องค้นหาอัตลักษณ์จากรากฐานทาง วัฒนธรรม และขยายความคิดต่อสังคม

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ ,ตุลาคม 2542

สัมภาษณ์โดย

1. กฤษฎา บุญชัย โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
2. พรพนา ก๊วยเจริญ โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจารย์ได้ทำงานกับชุมชนเมือง เงื่อนไขที่เป็นปัจจัยสำคัญของความไม่เป็นธรรมในสังคม อะไรเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มีปัญหามากที่สุด

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ปัญหาหลักอันหนึ่ง นโยบาย กฎหมาย การทำงาน ในบ้านเราเข้าข้างกลุ่มคนที่มีฐานะและไม่ได้คำนึงถึงคนจน เป็นของธรรมดาที่ผู้ออกกฎหมายต่างๆ ไม่ได้มาจากคนจน คือเราต้องพูดว่าใครก็ตามที่ออกกฎหมายข้อบังคับมักต้องเข้าข้างผลประโยชน์ของตัวเอง

 

ในสมัยอดีต กฎหมายนโยบายที่ออกมาก็ไม่ได้มาจากฐานของชาวบ้านอยู่แล้ว แต่ความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกับปัจจุบันหรือเปล่า ถ้าเราจะอธิบายว่าชนชั้นใดกำหนดกฎหมายก็น่าจะเอื้อประโยชน์ต่อตนเองแต่ไปกระทบกับคนอีกชนชั้นหนึ่ง

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
จะว่าคล้ายกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้ ความเหมือนกันมีอยู่ 2 อย่าง คือ ชนชั้นปกครองเป็นผู้ออกกฎหมาย ระเบียบต่างๆ แต่ประการแรกในสมัยโบราณ ในอยุธยาหรือกรุงเทพสมัยต้นไม่กระทบคนเพราะไม่มีเครื่องมือที่จะไปทำให้กระทบกับคนจำนวนมาก เมื่อกระทบคนน้อยก็แปลว่า ประสิทธิภาพของกฎหมายไม่ได้มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อก่อนไม่มีมากกว่าเดี๋ยวนี้เนื่องจากไม่มีเครื่องมือที่จะบังคับ เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกันของคนสมัยโบราณขึ้นอยู่กับระบบอุปถัมภ์มาก กฎหมายวางไว้คือให้กับอำนาจกับคนที่เป็นนายแต่มีระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์มีส่วนดีและไม่ดี ระบบอุปถัมภ์จะอิงอยู่เสมอกับหลักศีลธรรม ในปัจจุบันถ้าเราไปถามนายทุนต่างจังหวัดหรือเจ้าพ่อต่างๆ ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ก็มักได้คำตอบว่าสิ่งที่พวกเขาทำก็เพราะสงสารชาวบ้าน ต้องการช่วยเหลือชาวบ้าน คือพวกเขาจะมองว่าเป็นหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันในการช่วยนั้นถ้ามองลึกๆ แล้วผู้อุปถัมภ์นั้นได้เปรียบหรือได้กำไรจากการอุปถัมภ์นั้น ในเวลาเดียวกันผู้ที่ได้รับการอุปถัมภ์สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เช่น ได้ขอยืมเงินทอง ฯลฯ เช่นเดียวกับระบบการกู้ยืม เช่น การกู้ยืมในสลัมดอกเบี้ยจะแพงเพราะมีอัตราการเสี่ยงมาก
ปัจจุบันกฎหมายที่ออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเก่าเพราะมีเครื่องมือ เช่น ตำรวจ การคมนาคม ฯลฯ กฎหมายสามารถใช้อำนาจออกไปโดยตรงได้ แต่ในเวลาเดียวกันมักทำอะไรไม่ได้เท่าไหร่ เพราะความอ่อนไหวของผู้รักษากฎหมายมีเยอะ ในความอ่อนไหวของผู้รักษากฎหมาย การปฏิบัติงานของรัฐที่ไม่เข้มแข็งจะมีการอุปถัมภ์แบบเก่าอยู่ แต่ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคิดว่าสมัยก่อนทรัพยากรธรรมชาติมีเยอะ หมายความว่าการทำมาหากินสะดวก คนมีจำนวนน้อย การที่คนจะมุ่งเอาผลประโยชน์จึงมีน้อยกว่าปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในระบบอุปถัมภ์การขูดรีดจะสูงขึ้น ความรุนแรงจะสูงขึ้น

 

อาจารย์กำลังสรุปว่าในสมัยก่อนกฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ชาวบ้านมีฐานทรัพยากรที่จะพึ่งตัวเองและมีระยะห่างจากรัฐ ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่มีหลักศีลธรรมควบคุม ซึ่งหลักนิติศาสตร์โบราณมีหลักศีลธรรมอยู่ด้วยหรือเปล่า

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
คือ นิติศาสตร์โบราณอิงหลักศีลธรรม คือพระมหากษัตริย์ตามทฤษฎีออกกฎหมายไม่ได้ กฎหมายต้องจารึกไว้ในกำแพง ผมคิดว่ากฎหมายมีลักษณะของการขู่มาก แต่ทำไม่ได้ อย่างกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องไพร่เขียนไว้ทารุณมาก แต่ความจริงก็มีไพร่หนีเข้าป่าไปแยะคือกฎหมายไม่มีประสิทธิภาพเพราะไม่มีเครื่องมือ ไม่มีกองทัพ ไม่มีอัศวิน กองทัพม้าที่สามารถจับกุมได้เร็ว

 

แสดงว่าสมัยก่อนรัฐยังไม่โตเหมือนปัจจุบัน

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
รัฐยังไม่แข็งและไม่มีคนจากส่วนกลางหรือข้างนอกที่ไปขูดรีดทรัพยากรมากมายเหมือนปัจจุบัน

อาจารย์อธิบายว่าระบบอุปถัมภ์แต่เดิมมีหลักศีลธรรมคอยควบคุมอยู่ แต่ความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยนไปในเชิงขูดรีดมากขึ้น อะไรคือเงื่อนไขที่ส่งผลให้เป็นเช่นนั้น

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
เพราะทรัพยากรลดน้อยลง ผลประโยชน์มากขึ้น วัฒนธรรมเปลี่ยนไป ตั้งแต่สมัย 2500 กว่าๆ สังคมเรามีความโลภ วัตถุนิยม การเลียนแบบตะวันตกมากขึ้น และความรุนแรงก็มากขึ้น

 

ผมได้ทำวิจัยเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจของคนจนในปัจจุบัน มีข้อมูลจากพื้นที่พบว่าคนแต่เดิมที่เคยพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือคนจนเริ่มน้อยลงหรือหายไป แม่บ้านบางคนถึงกับต้องทำแท้งตัวเอง หรือคนที่เคยต่อเพื่อส่วนรวมหรือชุมชนเริ่มลดบทบาทลง อาจารย์มองว่าวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงจะรุนแรงขึ้นหรือจะคงความสามารถของชุมชนภายใต้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์กันได้มากน้อยแค่ไหน

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ถ้าหากเรื่องที่พูดมาเป็นจริงก็น่าตกใจ ผมคิดว่าในระยะที่เป็นฟองสบู่คนเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น การช่วยเหลือก็ลดลง ผลประโยชน์แรงขึ้น อาจอยู่กันเป็นพวกเป็นเหล่า คงมีลักษณะอันหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการพัฒนามานี้ คือการเอื้ออาทรระหว่างคนต่อคนอาจมีน้อยลงแต่ว่าผมพยายามจับสิ่งเหล่านี้ไปอยู่ในกลุ่มหรือสถาบันมากขึ้น อย่างมีมูลนิธิมากขึ้นอาจเป็นของที่ผันจากอันหนึ่งไปอีกอันหนึ่งก็ได้ เวลาเกิดวิกฤติขึ้นมาน่าสนใจว่าน่าจะทำให้คนร่วมกัน แต่ทำไมกลับทำให้คนไม่ร่วมกัน

 

ภาพทั่วไปมีความหลากหลาย อย่างบางพื้นที่วิกฤติกลับทำให้ร่วมไม้ร่วมมือกัน แต่บางเงื่อนไขกลับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ชาวบ้านไปขายยาบ้ามากขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่าจริยธรรมที่เคยเป็นหลักยึดในชุมชนได้รับความกระทบกระเทือนจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้เป็นข้อสรุป
อยากให้อาจารย์ช่วยสรุปเรื่องที่อาจาย์บอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นสถาบันใหม่ อย่าง ไร

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ผมคิดว่าน่าจะเปลี่ยนไป คือ การช่วยเหลือกันส่วนตัว อย่างเมื่อก่อนเคยให้เงินขอทานแต่เดี๋ยวนี้ให้เงินมูลนิธิดีกว่า คล้ายกับว่าเปลี่ยนจากอันหนึ่งไปสู่อีกอันหนึ่ง
ผมมองในแง่ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ เพราะความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนตัวมากๆ คือผู้อุปถัมภ์กับผู้รับอุปถัมภ์แต่ละคนจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวมาก เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเราถือว่าเป็นส่วนตัว เราเล่นพวกเล่นพ้อง เรารักเราไม่ชอบใคร ความสัมพันธ์ของเราตัดสินใจบนความเห็นส่วนตัว แต่แนวทางที่พัฒนาการจริงๆ ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวนี้จะยกระดับขึ้นเป็นความสัมพันธ์เชิงสถาบันหรือองค์กรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ เหมือนกับที่เราบอกว่าเราเคยช่วยเหลือส่วนบุคคลอาจเปลี่ยนมาเป็นการให้กับองค์กรด้านสงเคราะห์ก็ได้ ที่น่าสนใจคือตอนนี้เมืองไทยกำลังอยู่ในระยะของการเปลี่ยนแปลงมากๆ คือไม่ได้เปลี่ยนไปในทางใดทางหนึ่ง เพราะว่ามูลนิธิต่างๆ เขาคิดว่าเมืองไทยยากมากที่จะหาเงินมา อย่างเช่น NGO หาเงินได้ยากมาก ขณะที่คนส่วนมากยังอุปการะเป็นตัวบุคคล เช่น ส่งเรียนหนังสือ ก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ทางใดทางหนึ่ง สังคมเรายังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง

รูปแบบขององค์กรหรือสถาบันที่ทำเพื่อกิจกรรมสาธารณยังไม่ชัดเจนในสายตาของคนทั่วไปใช่หรือไม่

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ : ใช่

มีปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่น การแย่งชิงทรัพยากรระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน อย่างภาคเหนือคนปลายน้ำโทษคนข้างว่าทำลายต้นน้ำ ทั้งๆ ที่อาจเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่ข้างล่างเริ่มเปลี่ยนเป็นพืชพาณิชย์มากขึ้นและต้องใช้น้ำมากขึ้นด้วย แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีการปิดถนน มีการใช้ความรุนแรงกระทำต่อกันมากขึ้น ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยไม่น่าจะเป็นประเภทยกพวกตีกัน อาจารย์คิดว่าระบบความสัมพันธ์ของชุมชนหรือระหว่างชุมชนถูกกระทบกระเทือนจากวิกฤติความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร จริงๆ ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหม่หรือมีมานานแล้ว

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
มันรุนแรงขึ้นเพราะว่าทรัพยากรน้อยลง อย่างการใช้น้ำข้างบนใช้น้ำมากขึ้นขณะที่ข้างล่างก็ใช้น้ำมากขึ้นด้วย เพราะว่าการผลิตของเราต้องการผลิตให้ได้มากขึ้นเพื่อส่งออกขายหรือเพื่อความร่ำรวย เพราะฉะนั้นจึงไปเกี่ยวข้องกับเรื่องความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวมีอยู่ ทุกคนอยากได้มาก ประการหนึ่งคือคนมากขึ้นด้วย คือมีปัจจัยหลายอย่าง การที่ทรัพยากรน้อยลงทำให้คนแย่งกันรุนแรงมากขึ้น ประการที่สองคิดว่าของที่สังคมไทยขาดมากๆ คือกระบวนการระงับความขัดแย้ง ลักษณะของสังคมไทยโบราณเป็นสังคมที่ไม่มีความเสมอภาค เราไม่นิยมความเสมอภาคคือเราเห็นว่าคนเราเกิดมามีความแตกต่างกัน มีผู้ใหญ่ผู้น้อยลำดับกันไป สังคมเรามี taboo หรือข้อห้าม ความขัดแย้งสามารถหยุดได้เพราะว่ามีข้อห้าม คือการไม่แสดงออกของการรังเกียจการด่าว่าต่อหน้า เราจะพยายามเก็บไว้เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งพิพาทรุนแรง แต่ปัจจุบันประการแรกคือทรัพยากรน้อยลงผลประโยชน์สำคัญมากทำให้ปะทะกันรุนแรงมาก ประการที่สอง กลไกการระงับการพิพาทซึ่งไปอิงอยู่กับความแตกต่างของสถานภาพของคนมาก ข้อห้ามเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ ถ้าสังคมไทยไม่สามรถจะพัฒนากลไกที่จะระงับการพิพาทที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรารู้ว่ารัฐก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ หรือการจะพึ่งพารัฐมาระงับความขัดแย้งคนก็ไม่ค่อยเชื่อรัฐ เราจึงไม่เหลือกลไกอะไรที่จะมีระงับความขัดแย้ง และเรายังไม่ได้พัฒนากลไกอะไรที่จะมาช่วย

 

ประเด็น คือ หนึ่งฐานคิดของเราดั้งเดิมคิดว่าคนไม่เท่ากัน และเราระงับการพิพาทด้วยการไม่ให้คนขัดแย้งกัน ประจวบกับผลประโยชน์มีมาก อาจารย์คิดว่าคนปัจจุบันยังคิดว่าคนเราเกิดมาไม่เท่ากันเพราะชาติก่อนทำบุญมาไม่เท่ากัน ยังเป็นฐานคิดที่คนไทยยังยึดถืออยู่หรือเปล่าหรือว่ากลายไปมากแล้ว

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
เป็นคำถามที่ยากมาก เพราะเวลาเราพูดถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าคนเยอะก็ยังคิดอยู่ คนไทยยังคิดในเรื่องลำดับความเป็นผู้ใหญ่ผู้น้อยเป็นพี่น้อง ความเกรงใจยังมีอยู่มาก ความเกรงใจเป็นกลไกส่วนหนึ่งของสังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็มีด้านอื่นที่เข้ามา คือผมคิดว่าอยู่ที่ฐานของความแตกต่างของคนว่าคนไหนจะเป็นผู้ใหญ่ผู้น้อยมีอำนาจมากหรือน้อย สมัยโบราณฐานไม่เหมือนกับสมัยนี้ จะเปลี่ยนที่ฐานเพราะว่าเมื่อก่อนนี้คนคิดว่าเป็นเพราะบุญกรรม แต่บุญกรรมไปผูกของอันหนึ่งที่น่าสนใจคือคุณธรรม คุณมีบุญถึงมีอำนาจ การมีคุณธรรมทำให้มีบุญ เพราะฉะนั้น
ระบบบุญกรรมจึงผูกโยงกับระบบศีลธรรม แต่พอเราสัมพันธ์กับตะวันตกมากขึ้น เรื่องเศรษฐกิจเริ่มมีความสำคัญ ฐานของความแตกต่างหรือสถานภาพของคนเปลี่ยนไปอยู่ที่เงินแต่ไม่มีคุณธรรม

คือคนยังคิดว่าคนไม่เท่ากันแต่เปลี่ยนการอธิบายมาเป็นเรื่องของคน ถ้าอย่างนี้กลไกระงับความขัดแย้งที่จะสร้างจากฐานที่ให้คนเท่ากันมากขึ้นจะเกิดขึ้นได้หรือ เพราะคนยังคิดว่าคนเราไม่เท่ากันไม่ว่าจากฐานของเงินหรืออะไรก็ตาม สังคมจะสามารถพัฒนากลไกได้เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน หรือจะสามารถพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อฐานของคนเท่ากันมากขึ้นด้วยหรือเปล่า

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ความจริงฝรั่งก็มีความแตกต่างกันทางด้านฐานะเหมือนกัน แต่ว่ากฎหมายเขามีความศักดิ์สิทธิ์และมีกฎเกณฑ์ที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน ที่เราพูดถึงธรรมรัฐ ความโปร่งใส เป็นไปตามกระแสเป็นนี้ ถ้าหากเราสามารถสร้างธรรมรัฐที่มีความยุติธรรมให้กับทุกคน สามารถสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาล รัฐบาลเข้ามาดูแลระหว่างคนไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันก็โอเค เป็นกระแสตามแบบตะวันตก ถึงแม้ความแตกต่างจะมีอยู่ในฐานะแต่เท่าเทียมกันในกฎหมายและความยุติธรรมความโปร่งใสก็จะโอเค แต่เราจะทำได้หรือเปล่า

 

การจะทำได้ไม่ได้ต้องมีการหนุนเสริมทางนโยบายด้วยหรือเปล่า

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
มีหลายอย่างด้วยกันที่คิดว่าอาจจะทำไม่ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วต่อไปภายหน้ารัฐไม่มีน้ำยา คนที่จะปกครองรัฐบาลจริงๆ คือธุรกิจข้ามชาติ ผมคิดว่าทุนข้ามชาติเขามีอิทธิพล สมมุติถ้าเขามาลงทุนจริงๆ เยอะๆ ผลประโยชน์ที่เขาจะต้องคุมไว้เป็นเรื่องสำคัญ ค่าจ้างแรงงานก็ขึ้นอยู่กับเขา รัฐบาลจะไปขึ้นค่าแรงงานให้สูงขึ้นทำไม่ได้ แต่ในเวลาเดียวกันธุรกิจข้ามชาติจะบีบให้รัฐ/ข้าราชการมีความโปร่งใสและยุติธรรมมากขึ้น ยุติธรรมในระบอบ แต่ตัวระบอบเองก็จะเข้าข้างทุนต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้คนของเราเสียเปรียบ

 

หมายความว่าความไม่เป็นธรรมก็จะยิ่งถ่างออก

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ : จะเป็นความไม่เป็นธรรมคนละระดับที่เป็นอยู่เดิม

จะเป็นระดับที่ประชาชนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ลำบากหรือไม่

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ : ผมว่ายากมาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

พอจะมีหนทางที่จะมาถ่วงดุลย์หรือต้านทานกระแสดังกล่าวช้าลงหรือไม่
ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
คนที่เขาคิดกันส่วนมากที่ไม่ใช่ผมคิด เขาคิดว่าแรงต้านมาได้จากแหล่งเดียวคือจากข้างล่าง ไม่ใช่ที่รัฐบาล คือถ้ามีชุมชนที่สามารถพึ่งตัวเองอยู่ร่วมกันและสามารถจัดการกันเองได้ก็จะสามารถต้านกระแสได้

 

อาจารย์คิดว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เราจะสร้างพลังจากข้างล่างจากชุมชนท้องถิ่นขึ้นมา อย่างรูปธรรมที่กำลังพูดถึงเศรษฐกิจชุมชน สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร หรือการสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชนให้มากขึ้น ฯลฯ จริงๆ แล้วต้านอยู่หรือไม่ หรือเป็นเพียงแต่การปรับตัวที่ไม่ให้ตกขอบไปในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้นเอง

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ผมคิดว่าทำได้อย่างนี้ มันเป็นความหวังแต่ว่าถ้าเราดูจากกลุ่มออมทรัพย์ก็น่าจะมีโอกาสที่จะต้านได้ ถ้าหากว่าเราสามารถทำให้ชุมชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมีเครือข่ายที่เข้าใจกันและพยายามที่จะทำอะไรร่วมกัน มีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน มันเป็นคุณสมบัติเก่าของไทยเราคือความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน คือมันตรงกันข้ามกับโลกาภิวัตน์ที่คนต้องแข่งขันเอาชนะกัน คือเราพอกินพออยู่ถ้าเหลือก็ไปช่วยคนอื่นมากกว่าจะแข่งขันหรือเพื่อประโยชน์สูงสุด ถ้าเราทำได้ในระดับชุมชนหรือเครือข่ายของชุมชน แต่ก็ต้องดูว่าจะไปได้ขนาดไหนและปฏิกิริยาของอีกฝ่ายหนึ่ง

 

คือ แนวคิดนี้อาจมีคนวิจารณ์บ้างว่า ปัจจุบันชุมชนอย่างที่ว่าจะมีสักเท่าไหร่ที่จะเข้มแข็งและมีพลังได้ และปัจจุบันความเป็นปัจเจกในชุมชนก็มีมากขึ้น การที่จะสร้างความร่วมมือกันหรือชุมชนไม่ได้เกาะเกี่ยวบนฐานจิตสำนึกร่วมเดิมและเริ่มมีการแตกกระจายพอสมควร จะเป็นพลังได้จริงหรือเปล่า

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
อาจเป็นไปได้ว่าความรู้สึกของเขายังช้าอยู่ ผมคิดว่าต่อไปน่าจะมีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าเขายังมีความรู้สึกเอื้ออาทรซึ่งกันและกันยังมีอยู่ มิเช่นนั้นแล้วกลุ่มออมทรัพย์คงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะว่าลักษณะอย่างหนึ่งของคนไทยคือรวมได้ชั่วคราว เรายังไม่รู้ว่าสมัชชาคนจนจะรวมได้แค่ไหน คือพอมีเรื่องประท้วงก็ฮือกันมาแต่พอจบเรื่องก็แตกใหม่ คือจะต้องทำให้เกิดกลุ่มชุมนุมที่ยั่งยืน จะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนขึ้นมาได้ และฐานของเราอย่างหนึ่งเวลาทำกลุ่มหรือสหกรณ์เรามักไปเอาฐานของระบบทุนนิยมเข้ามาคือสหกรณ์เพื่อจะสร้างทุน ผมคิดว่าคนไทยไปไม่ค่อยไหว ผมคิดว่าพื้นฐานน่าจะอยู่ที่อันอื่นคือความเอื้ออาทร คือคนไทยยังไม่เป็นทุนนิยมขนาดนั้น

 

จะเชื่อมโยงกับเรื่องระบบอุปถัมภ์ ก็คืออย่างที่เราพูดถึงเรื่องความหวังของการเอื้ออาทรกัน แต่ถ้าเรามองในเชิงความสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์ก็จะมีทั้งกลุ่มทุนท้องถิ่น power bloc ที่เขาพูดถึงกันหรือการที่ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ความสัมพันธ์จากโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมกันหรือเป็นโครงสร้างแนวดิ่งที่ยังดำรงอยู่ขณะที่มีการขูดรีดมากขึ้นเป็นอุปสรรคสำคัญหรือไม่ต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่เอื้ออาทรต่อกัน การผนึกกำลังของชุมชนเองหรือสิทธิชุมชนในการจัดการเรื่องของตัวเองในรูปแบบต่างๆ หรือว่าเพราะคนมองระบบอุปถัมภ์ในแง่ร้ายเกินไปและไม่สามารถจะตีความในบริบทใหม่ในเชิงบวกได้

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
เราคงต้องค่อยๆ พูดกัน เราต้องมามองก่อนสมมุติว่ามีชุมชน/กลุ่ม/ผู้นำ ปัญหาหลักอันแรกคือการที่คนมาเป็นผู้นำซึ่งมาจากประชาชน ผู้นำอาจมาจากทั้งที่เป็นผู้อุปถัมภ์หรือไม่เป็นผู้อุปถัมภ์ที่เป็นที่รักของชาวบ้านจริงๆ แต่ว่าบ่อยครั้งมากคือจะมีอีกฝ่ายคือฝ่ายรัฐหรือผู้มีอำนาจจะมีพยายามซื้อตัวผู้นำ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยคือพยายามเข้ามาติดต่อกับชาวบ้าน บางทีชาวบ้านก็เห็นด้วยอยากเข้าไปติดต่อกับรัฐเพราะอยากดึงทรัพยากรของรัฐมาช่วยชาวบ้าน ในที่สุดเขาก็กลายเป็นคนของรัฐแทนที่จะเป็นคนของชาวบ้าน
ทีนี้จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีจิตสำนึกที่จะสร้างผู้นำมาและรักษาผู้นำไว้ บางทีผู้นำก็บ่นว่าชาวบ้านมักเรียกร้องให้ผู้นำเอาโน่นเอานี่มาให้กับชาวบ้าน แต่เวลาขอร้องให้ชาวบ้านช่วยมักไม่ค่อยยอมทำ คือชาวบ้านต้องเข้าใจว่าตัวเองต้องสนับสนุนและทำงานร่วมกับผู้นำ ต้องคุมผู้นำได้ เรื่องนี้บ้านเรามีปัญหาเยอะ เวลาเราเลือกคนเข้ามาเราเลือกคนซื่อสัตย์ก็ดี พอเขาเข้ามาเราโยนทุกสิ่งทุกอย่างให้อำนาจให้เงินแต่เราไม่ดู คนดีก็อาจกลายเป็นคนเลวได้ เพราะฉะนั้นชาวบ้านต้องคุมผู้นำของตัวเอง ต้องช่วยและร่วมงานถึงจะอยู่ได้ เราจะสร้างอย่างนั้นได้หรือเปล่า อาจจะสร้างได้ก็ได้ พวกเราเองก็พยายามกันอยู่ แต่มันมีของที่มาตรงกันข้ามกับเราเยอะของน่าที่กลัวที่สุดคือสื่อ คือปัจจุบันเราปัญหาของสื่อคือสื่อเป็นของนายทุนไม่สามารถทำงานโดยอิสระได้ และธุรกิจข้ามชาติก็เป็นทุนหนึ่งที่สนับสนุนสื่อเพื่ออาศัยเป็นเครื่องมือโฆษณาขายของซึ่งเขาต้องยั่วยุให้คนซื้อของ ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับการพึ่งพาอาศัยและเอื้ออาทรต่อกัน

 

เรื่องสื่อถ้ามองในระดับ macro มีเรื่องทุนต่างชาติเข้ามากำหนดโดยอาศัยสื่อเป็นช่องทางครอบงำทางวัฒนธรรม ทางอ.ศรีศักรเสนอว่าอัตลักษณ์ของท้องถิ่นหรือจิตสำนึกท้องถิ่นยังเป็นหัวใจสำคัญที่ยังไม่ถูกกลืน อาจารย์มองเห็นหรือต่างไปอย่างไรบ้าง

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
การถูกกลืนทั้งหมดคงไม่ถูกกลืน ท้องถิ่นแต่ละแห่งเขาอยากเป็นตัวของเขาเอง เขาก็ต้องหาว่ารากเหง้าของเขาเป็นอย่างไร แต่ว่าเขาอาจจะถูกครอบงำในบางเรื่อง ต้องดูว่าเรื่องอะไรที่เขาถูกครอบงำและกระทบกระเทือนแค่ไหนกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชน/ท้องถิ่น เขาจะถูกครอบงำเป็นบางเรื่อง แต่บางเรื่องเขายังมีเอกลักษณ์/ความคิดของตัวเองแต่ขณะเดียวกันเขาอาจจะอยากมีรถยนต์มีบ้านหรู อย่างคนกรุงเทพถูกครอบงำเยอะแยะไปหมดทุกอย่างแต่ก็มีบางอย่างที่มีความเป็นไทยมากๆ แต่สำคัญมากคือถูกครอบงำเรื่องอะไรและมันมีผลต่อสิ่งซึ่งเป็นสำนึกของความเป็นชุมชนท้องถิ่นขนาดไหน

 

บางครั้งท้องถิ่นก็เอาบางสิ่งมานิยามใหม่ให้เข้ากับตัวตนของตัวเอง

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ : ใช่

อ.ศรีศักรพูดถึงฐานรากที่จะต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงว่าไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนยากคนจนอย่างเดียวแต่รวมไปถึงคนจนชั้นกลางในเมืองที่มีหลากหลายอาชีพ คนเหล่านี้จะสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันได้อย่างไร เพื่อต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลง

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
เป้าหมายของเราคืออยากให้คนชั้นกลางเข้าร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนยากคนจนที่สุด เพราะจะสร้างพลังได้สูงมาก ถ้าถามความเห็นผม ผมไม่ค่อยแน่ใจเพราะคิดว่าจะมีชนชั้นกลางบางส่วนหรือนักวิชาการบางส่วนที่ไปเป็นที่ปรึกษานักการเมืองซึ่งตรงกันข้ามกับพวกคนยากคนจน จะมีชนชั้นกลางบางพวกที่ให้ความสำคัญกับคนยากคนจน แต่จะมีคนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่งไปรับใช้ต่างชาติเพราะสบายกว่าผมว่าพวกหลังนี้มีเยอะมากเพราะคิดว่าการทำงานกับฝรั่งจะทำให้ก้าวหน้าไปไกล

 

เพราะฉะนั้นการมีอัตลักษณ์ร่วมกันไม่ได้เป็นเงื่อนไขเสมอไปที่สามารถดึงคนมาร่วมมือกันได้

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
คือ มีสองอย่าง จะใช้ความเป็นอัตลักษณ์เดียวกันสร้างสำนึกการเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่คนอีกกลุ่มเขาก็ไม่ได้สนใจจะมามีสำนึกอันเดียวกัน

 

อาจารย์พูดถึงว่าต้องดูว่าถูกครอบงำในเรื่องไหน มีการพยายามศึกษาเช่นงานทางมานุษยวิทยาดูในแง่พิธีกรรม เช่น ชาวลาหู่มีการดึงอำนาจข้างนอกเข้ามาจัดความสัมพันธ์ใหม่ในชุมชนอย่างไร หรืองานของ scott ศึกษาเรื่องการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน การต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ที่ชาวบ้าน/คนชายขอบพยายามจะต่อสู้กับกระแสข้างนอก แม้ชุมชนจะพยายามสร้างอัตลักษณ์ใหม่ๆ ที่จะต่อสู้กับภายนอก เช่น ปากญอกำลังสร้างอัตลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้อนุรักษ์ป่า หรือในระดับพื้นที่ก็มีการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์หลายรูปแบบ คำถามสำคัญก็คือชุมชนจะสามารถต่อสู้ได้จริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่การต้านทานไว้ระดับหนึ่ง เพราะถ้าในที่สุดสิ่งที่เข้ามาครอบงำได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ชาวบ้านก็พยายามปรับตัวแต่ขณะเดียวกันก็ต้องถอยร่นไปด้วยหรือมีพลังจริงๆ ที่จะต้านทานกับกระแสข้างนอกได้

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ผมจะพูดเรื่องชุมชนแออัดเพราะเป็นของที่ผมเห็นมากกว่า ในระยะชาวชุมชนพยายามจะสร้างอัตลักษณ์หรือภาพพจน์ของตัวเองในสถานะที่ดี เช่น กรณีชาวสำโรงรวมตัวกันขุดลอกคลองสำโรง หรือกรณีซาเล้งสะอาดเมืองที่ขอนแก่น คือชาวชุมชนแออัดต้องการสร้างภาพใหม่ว่าไม่ใช่เป็นคนที่น่ารังเกียจของเมืองแต่เป็นคนที่สามารถช่วยเหลือเมืองได้ หรือโครงการ DANCED(โครงการเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเมือง)พยายามให้ชาวบ้านพิจารณาโครงการเองทำเอง เป็นการแสดงให้เห็นว่าเทศบาลไม่ต้องไปจ้างผู้รับเหมามาทำซึ่งแพงกว่า บางครั้งถ้าหากพวกเขาทำขึ้นมาเองได้แล้วผมคิดว่าถ้ามีโอกาสดีๆ อาจสร้างการยอมรับได้มาก กทม.ยอมให้เขตจ้างชาวบ้านในชุมชนนั้นทำอะไรเอง คือจะมีการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ปัญหาก็คือของเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นของเล็กน้อยมากและอาจถูกลบล้างไปเมื่อไหร่ก็ได้ขึ้นอยู่กับภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นๆ ด้วย

 

หมายความว่าถ้าอัตลักษณ์ใหม่ได้ขยายทางความคิดกับสังคมมากขึ้นก็น่าจะประสบความสำเร็จได้มาก
ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ใช่ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป คือต้องมีความมานะและต้องดูจังหวะ ความจริงการเมืองเบื้องบนก็มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องมาก รัฐบาลที่อ่อนแอดีสำหรับเราที่จะเขยิบการต่อสู้ของเราขึ้นไป แต่ถ้ารัฐบาลแข็งกร้าวเราก็ต้องถอย

ประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนไม่ว่าจะเรื่องการจัดการทรัพยากร สิทธิการกำหนดอัตลักษณ์ของตนเองมักจะถูกตั้งคำถามหรือมีความไม่เข้าใจสูงโดยเฉพาะนักกฎหมายว่าชุมชนเป็นอย่างไร จะบรรจุในหลักการทางนิติศาสตร์ได้อย่างไร สิทธิชุมชนเหมือนเป็นสิ่งที่นักกฎหมายยอมรับไม่ได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่เดิมแต่ระบบกฎหมายไทยปัจจุบันซึ่งได้อิทธิพลจากตะวันตกเห็นว่าเป็นความขัดแย้งกัน

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ปัญหานักเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนกัน นักเศรษฐศาสตร์เคยถามผมว่าชุมชนมันมีเมื่อไหร่ มันมีบุคคล ครอบครัว ชุมชนไม่มี เขาให้ชี้ให้ดูว่าชุมชนเป็นอย่างไร เหมือนกับนักกฎหมายที่ถามว่าจะตรากฎหมายสิทธิชุมชนอย่างไร อะไรคือสิทธิชุมชน อันนี้จะเป็นคำถามที่เกิดขึ้นเสมอ

คิดว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่ว่าระบบนิติศาสตร์มาจากตะวันตก อีกส่วนเป็นเพราะว่านักวิชาการด้านชุมชนยังไม่ได้ทำตรงนี้ให้ชัดเจนด้วยหรือเปล่า หรือเพราะพูดกันคนละภาษา

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ด้วยกันทั้งคู่อาจจะคนละภาษากัน ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจซึ่งอาจารย์นิธิพยายามมากเรื่องนี้ คืออาจารย์จะพูดถึงเสมอว่าเรื่องสิทธิของเราคือสิทธิของชุมชนไม่ใช่ของปัจเจค แต่ฝรั่งคือสิทธิของปัจเจคการต่อสู้ของฝรั่งเป็นการต่อสู้เพื่อปัจเจค แต่ว่าสิทธิของเราคือสิ่งที่เป็นส่วนรวมของชุมชน แต่พอเอาแนวคิดของฝรั่งมาในเรื่องกฎหมาย เราให้กรรมสิทธิ์บุคคลสิทธิชุมชนหายไปเลย ทำให้เกิดปัญหาว่าอะไร คือ ชุมชน เมื่อก่อนเราไม่มีปัญหาว่าอะไร คือ ชุมชน

 

เหมือนกับว่าในภาพความคิดของวิชาการกระแสหลักจะเห็นว่ามีรัฐอยู่และประชาชนก็เป็นปัจเจก ส่วนที่เป็นชุมชนหายไป ระยะหลังอาจจะพูดเรื่องประชาสังคม แต่ว่าอาจจะไม่ได้พูดถึงชุมชนเท่าไหร่ อีกประเด็นที่สิทธิชุมชนมักจะถูกวิจารณ์ เช่น จะมาอ้างสิทธิของชุมชนเหนือสิทธิของมหาชนหรือสิทธิของพลเมืองส่วนใหญ่ได้อย่างไร หรือถ้าคนลุ่มน้ำแม่วางจะจัดการป่าของตัวเองสาธารณอาจจะรู้สึกว่าเขาก็เป็นเจ้าของป่าตรงนั้นด้วยเขาอาจรู้สึกไม่ไว้ใจ หรือว่าใครจะได้สิทธิก่อนระหว่างคนที่อยู่แม่วางกับสาธารณชนอย่างคนกรุงเทพ หรือคนกรุงเทพอยากจะสร้างเขื่อนเพื่อให้ได้น้ำแต่ไปละเมิดสิทธิของคนส่วนน้อยที่อยู่ตรงนั้น ตรงนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็นอย่างไรระหว่างสิทธิของชุมชน สิทธิของสาธารณะ ประโยชน์ของคนส่วนน้อยกับคนส่วนใหญ่จะแบ่งกันอย่างไร

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้นไปอีก ผมเชื่อมั่นว่าคนเราถ้าหากคนที่อยู่เหนือน้ำบนเขาและคนที่อยู่ข้างล่างได้จับเข่าคุยกันเขาจะสามารถจัดสรรกันได้ หน้าที่ของรัฐคือช่วยให้เขาสามารถทำอย่างนั้นได้ เขาสามารถตกลงกันได้เพราะว่าการมีสิทธิก็ต้องมีหน้าที่ อย่างกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กรรมสิทธิ์แต่ไม่ได้ให้หน้าที่ ถ้าชาวบ้านข้างบนเขามีสิทธิของเขาเพื่อรักษาป่าเขาก็มีหน้าที่เหมือนกันว่าอะไรที่จะต้องจัดสรรให้กับคนข้างล่าง ความต้องการของเขาแค่ไหนซึ่งจะต้องจัดสรรแบ่งซึ่งกันและกันได้

 

แต่เหมือนกับอยู่กันคนละโลก เช่น คนชั้นกลางบอกว่าที่ดอยอินทนนท์ก็เป็นป่าของเขา

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ปัจจุบันการที่คนตีกันมากเพราะไม่เข้าใจกัน ถ้าเราต่างคนต่างคิดก็จะตีกันตาย แต่ถ้ามีโอกาสทำความเข้าใจกันคนเราสามารถตกลงกันได้ เวลานี้บ้านเราขาดมากสิ่งที่เราขาดเหลือเกินก็คือคนแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่ามีผลประโยชน์ของตัวเองเยอะมากและทรัพยากรก็มีน้อยจะต้องแย่งกัน เราไม่เข้าใจซึ่งกันและกันเราไม่รู้ว่าอีกคนเขาเป็นอย่างไรเขาคิดอย่างไร คนปัจจุบันยังมีความระแวงต่อกันสูง เพราะฉะนั้น หน้าที่ที่จะทำให้ความเข้าใจเกิดขึ้นได้คือใคร ผมว่านักวิชาการก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่วิชาการบ้านเราไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงจัง

อาจารย์ว่าแต่ละส่วนของสังคมจะปรับขบวนอย่างไร ในกลุ่มหลักๆ คือ รัฐ/ข้าราชการ นักวิชาการ NGO

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ระบบข้าราชการหลักใหญ่ที่สำคัญที่บ้านเราจะต้องแก้ให้ได้คือข้าราชการมักจะคิดว่าเหนือกว่าชาวบ้าน เขาไม่เรียนรู้จากชาวบ้านและเวลาทำอะไรก็นึกว่าเงินมาที่เขาๆ อยากให้เป็นไปอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น บางทีก็หวังดีกับชาวบ้านแต่ไม่ฟังชาวบ้านว่าชาวบ้านต้องการอะไรกันแน่ ถ้าตั้งใจรับฟังอะไรมากขึ้นและพยายามทำให้เกิดความยุติธรรม และต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อนและตัวเองไม่ได้มีอำนาจหรือเป็นผู้รู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง สมัยนี้เป็นสมัยซึ่งความซับซ้อนมีมาก ซึ่งผิดกับสมัยโบราณที่การตัดสินใจง่ายเพราะผลกระทบไม่มาก แต่ปัจจุบันทำอะไรนิดหน่อยแต่กระทบมาก เพราะฉะนั้นต้องคิดอะไรและรอบคอบ และต้องก้าวเข้าไปหา ฟังคนให้มากขึ้น อย่าเอาแต่ตัวเอง คือปัญหาของเรามันซับซ้อนด้วยถ้าข้าราชการคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าชาวบ้านทำให้การทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ และยังรวมไปถึงการใช้เวลาเพื่อประโยชน์เพื่อประโยชน์ของตัวเองมากกว่าของชาวบ้านด้วย

เท่าที่อาจารย์เคยเห็นมีหน่วยงานของรัฐไหนบ้างที่ริเริ่มหรือเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเรียนรู้จากชาวบ้าน

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ผมคิดว่าที่เห็นที่น่าสนใจคือโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งที่เขาหันมาทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสมากขึ้น เช่น โรงพยาบาลที่ประทาย โคราช

แล้ว NGO

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ผมคิดว่ามันสรุปยากเกี่ยวกับ NGO ทั้งหมด ผมจะไม่ยอมสรุป สรุปไม่ได้ เพราะ NGO มีความแตกต่างกันมากและหลากหลายมาก ไม่เหมือนกันทั้งความคิดอุดมการณ์ ผมไม่เคยมองว่า NGO ทั้งหมดเป็นอย่างไร ผมพูดไม่ได้ ข้อสำคัญของ NGO บางครั้งแข็งตัวมากๆ แล้วจะคล้ายราชการ ซึ่งไม่อยากให้เป็น NGO ควรรักษาอุดมการณ์ของตัวเองเอาไว้ให้มาก

 

ตอนนี้มีกระแสแนวคิดหลักๆ ที่น่าสนใจสองกลุ่มคือประชาสังคม และกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น สมัชชาคนจน สองแนวคิดนี้มีความแตกต่างกันพอสมควร อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับสองกระแสนี้อย่างไร

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ผมคิดว่าสองแนวนี้สนับสนุนซึ่งกันและกัน คือถ้าหากจะไปทำพหุภาคีเข้าไปร่วมมีประชาสังคมทุกฝ่ายเข้ามา พวกที่มีอำนาจมักจะไม่ค่อยเข้ามา นอกจากรู้สึกว่าอำนาจเขาไม่แน่นอนถึงจะยอมปรองดองมากขึ้น ซึ่งจะไปสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่ง

หมายถึงกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมก็จะทำให้ไม่มั่นคงมากขึ้นและแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความร่วมมือก็จะเป็นไปได้

ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ :
ใช่ ทั้งหมดทั้งสิ้นผมเป็นคนเชื่อในจังหวะและโอกาสในแต่ครั้ง คือของจะพูดเป็นถูกผิดขาวดำยาก แต่ต้องดูจังหวะและโอกาสถ้าทำจังหวะไม่ดีโอกาสที่จะเกิดปัญหาใหญ่โตก็เป็นไปได้เยอะแต่ถ้าทำถูกจังหวะดีๆ อาจคลอดออกมาสวยก็ได้ ตรงนี้คือความยาก บางครั้งวิชาการของฝรั่งทำให้คนไทยขาดสามัญสำนึก ซึ่งชาวบ้านเองมีสามัญสำนึกเยอะและจังหวะบางครั้งเขาทำได้ดีมาก แต่บางทีเรามาศึกษาทำให้เขายุ่งยากสับสน

**************************************************