(ตอนที่ 1) 700 ปีจักรวรรดิรัสเซีย กับการสร้างชาติ ประวัติศาสตร์รัสเซียโดยย่อ

พลเดช ปิ่นประทีป
(5 พฤษภาคม 2561)
รัสเซียก่อร่างสร้างอาณาจักรขึ้นมาในเวลาไล่เรี่ยกับสยาม ในขณะที่สยามมีอาณาจักรสุโขทัยเกิดขึ้นแล้ว ชาวเคียฟรุส ชาวสลาฟ ชาวมัสโคไวท์ ชาวนอฟกอรอด และชนเผ่าอื่นๆยังกระจัดกระจายอยู่บริเวณนั้นต่อมาเกิดการรวมตัวกันแต่อยู่ร่วมกันด้วยความยุ่งเหยิงที่เมือง Novgorod แล้วไปเชิญนักรบไวกิ้ง ชื่อรูลิด เข้ามาช่วยปกครองจัดระเบียบ

 

เผ่าตาต้าหรือมองโกลแผ่ขยายอำนาจเข้ามาปกครองบริเวณแถบนี้ ตั้งแต่ปี 1250

Moscow ตั้งเป็นเมืองในปี 1447 สร้างความเจริญเติบโตขึ้นมาด้วยวิถีการแสวงประโยชน์จากอำนาจตาต้า เก็บภาษีนำมาสะสมทุนและทรัพยากรเพื่อใช้ในการต่อสู้กู้เอกราชจากตาต้า และ ใช้อำนาจทางศาสนาคริสต์โอโธดอกซ์และวัฒนธรรมแบบไบแซนไทน์มาถ่วงดุลย์ จนสามารถดูดเอาความมั่งคั่งจากเมืองข้างเคียงมาบำรุงและค่อยๆขยายอาณาจักรออกไป

ค.ศ. 1472 กษัตริย์รัสเซีย ชื่อพระเจ้าอีวาน ที่3 (มหาราช) ประกาศเอกราชเป็นอิสระจากมองโกลหรือตาต้า ด้วยการอิงกับพลังอำนาจอาณาจักรไบเซนไทน์และศาสนาโรมันคาธอลิค มุ่งเป็นโรมันที่สาม ตั้งมั่นที่เมืองมอสโก สร้างกำแพงเมืองแข็งแรง ทำการแข็งขืนจากตาต้า และสร้างโบสถ์ใหญ่เป็นการเสริมพลังทางจิตวิญญาณ ทำสงครามชนะตาต้าที่นอกเมืองมอสโก ประกาศได้เอกราชในปี1505 สร้างอาณาจักรสำเร็จ เรียกตนเองว่า”ซาร์”หรือซีซาร์แบบรัสเซีย

ค.ศ.1547 ซาร์อีวาน ที่4 ผู้โหดร้ายและห้าวหาญ พัฒนาอาวุธป้อมเคลื่อนที่ “โกริโกรอด”และใช้กำลังทหาร 150,000 คน ใช้กลยุทธ์ปิดล้อมเมืองคาซาน ฐานหลักของตาต้า ขุดกำแพงเมือง ฝังระเบิดทำลายกำแพงเมือง รบพุ่งกันอยู่ 8 วันจึงตีเมืองแตก สามารถขับไล่ตาต้าถอยร่นไปจากแดนไซบีเรียได้สำเร็จ ขยายอาณาจักรออกไปราว4เท่าตัว กลายเป็นจักรวรรดที่ขยาย อกไปทางใต้ ตะวันตกและตะวันออก

เมื่อขับไล่ตาต้าออกไปได้แล้ว พระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 จึงสร้างโบสถ์เซนต์เบซิลขึ้นเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อรำลึกยุทธการ 8 วัน ด้วยการสร้างโดม 8 ยอดที่สวยงามและมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็น“มหาวิหารเซนต์เบซิล” โบสถ์แห่งการขอร้อง ตั้งอยู่ข้างวังเครมลิน เป็นสัญลักษณ์ที่คนจดจำมากที่สุดของมอสโกมาจนถึงปัจจุบัน

ถึงยุคของพระเจ้าซาร์องค์ต่อๆมา ชื่อปีเตอร์ ที่1 มหาราช (1672-1725) เริ่มสร้างเมืองใหม่ในพื้นที่ที่ใช้กำลังทหารไปแย่งมาจากสวีเดน

ก่อนขึ้นครองราชย์ ได้ลงทุนปลอมพระองค์ไปศึกษาศาสตร์การสร้างเรือจากชาวดัชท์ การสร้างกองทัพเรือของอังกฤษและศึกษาความเจริญแบบยุโรป เพื่อนำมาใช้สร้างเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก บนที่ราบลุ่มหนองบึงริมฝั่งทะเลบอลติกด้วยแรงงานคนรัสเซีย

การก่อร่างสร้างเมืองเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นนโยบายของพระเจ้าซาร์ตลอดหลายทศวรรษ จึงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อไล่ให้ทันยุโรป ทรงปล่อยเรือรบลำแรกจากอู่ต่อเรือในปี 1706 ย้ายเมืองหลวงจากมอสโกมาอยู่ที่นี่ ในปี1712 และเริ่มการสร้างพระราชวังปีเตอร์ฮอฟอันโอ่อ่าบนเชิงเขาริมทะเลบอลติค ตั้งแต่ปี 1716

การสร้างเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กให้ทันสมัยและยิ่งใหญ่ นับเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่พยายามจะทำให้รัสเซียก้าวทันยุโรป ทั้งด้านมหาอำนาจทางทะเล ทางการค้าและทางกำลังทหาร  บันทึกในปี 1708 ระบุว่ามีชีวิตที่สูญเสียไปในการสร้างเมืองนี้จำนวนมากถึง 25,000คน จึงทำให้เซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์กมีชื่อเล่นเรียกอีกอย่างว่า “เมืองแห่งกองกระดูก”

ค.ศ.1729 -1796 จักรพรรดินี แคเธอรีน ที่2 หลานสะใภ้ชาวเยอรมันของปีเตอร์มหาราช ผู้แย่งยึดบัลลังก์จากพระสวามี พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ที่ 3 หลังจากสืบทอดอำนาจได้เพียง 6 เดือน พระนางทรงเป็นจักรพรรดินีที่ทรงอำนาจมาก สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับรัสเซียเทียบเท่าราชอาณาจักรในยุโรปอื่นๆ ทั้งยังสามารถขยายอาณาจักรไปได้กว้างขวางจนสุดถึงฝั่งแปซิฟิค 200,000 ตารางไมล์ ครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน6 ของโลก 15โซนเวลา นับเป็นผู้สืบทอดความฝันของปีเตอร์มหาราชให้เป็นจริง

การขยายดินแดนอาณาจักรได้นำมาซึ่งความมั่งคั่งของจักรวรรดิ พระนางแคเธอรีนได้ใช้ความมั่งคั่งเหล่านี้มาปฏิรูปที่อยู่อาศัย สร้างโรงพยาบาลสำหรับคนยากจน สร้างโรงเรียน สร้างมหาวิทยาลัย และสร้างเมืองเล็กๆอีก 216 เมือง กำหนดผังเมืองที่เป็นแบบฉบับ ระบุว่าตรงไหนจะเป็นจัตุรัสของเมือง ที่อยู่อาศัย เส้นทางติดต่อคมนาคม และมีการขุดคลองระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมเมือง

พระนางแคเธอรีนเป็นคนเจ้าชู้ มีเด็กหนุ่มเป็นชู้รักหรือสวามีน้อยๆรวม 45 คน มีการสร้างพระราชวังฤดูหนาวที่โอ่อ่า พระราชวังแคเธอรีน เป็นอาคารสูงสามชั้นที่ใหญ่โตมาก มีห้อง 500 ห้อง เพื่อปรนเปรอความสุข ทั้งยังเพื่อแสดงพระราชอำนาจของพระนาง

ค.ศ.1812 สมัยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ ที่1 ทางฝากจักรวรรดิฝรั่งเศส มีจักรพรรดินโปเลียนโบนาปาร์ต ผู้พิชิตทั่วทวีปยุโรป เป็นเสืออีกตัวหนึ่งที่จ้องรัสเซียตาเขม็ง ในที่สุดก็ตัดสินใจบุกมอสโกเมืองหลวงเก่าของรัสเซีย แต่ถูกกลยุทธถอยเชิงยุทธศาสตร์ โดยรัสเซียปล่อยให้ฝรั่งเศสบุกเข้าเข้ามาถึงมอสโก แต่ไม่ถอยออกไปเปล่าๆ กลับใช้กลยุทธ์เผาทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารตามหัวเมืองและชนบทโดยรอบ ทำให้กองทัพศัตรูอดอยากและจำต้องถอยกลับไปในที่สุด ด้วยความพ่ายแพ้ ท่ามกลางความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ โดยเหลือกำลังกลับถึงปารีสไม่ถึง10%

ชัยชนะในครั้งนั้นทำให้พระเจ้าซาร์องค์ต่อมา คือซาร์นิโกลาสที่ 1สร้างเสาอเล็กซานเดอร์ เป็นเสาแห่งชัยชนะสงครามครั้งนี้ ตั้งขึ้นที่กลางลานพระราชวังเซ็นปีเตอร์สเบิร์ก โดยใช้คนงานหลายพันคน ใช้เวลา 3ปี สะกัดหินแกรนิตสีแดงจากภูเขา เป็นหินก้อนเดียวตลอดแท่ง หนัก 700 ตัน สูง 83 ฟุตแล้วเคลื่อนย้ายมาติดตั้งตรงลงในตำแหน่งที่ออกแบบไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ค. ศ. 1868-1918 พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 สร้างทางรถไฟสายทรานสแปซิฟิค เพื่อเชื่อมโยงแผ่นดินอันกว้างใหญ่ สร้างเสริมความมั่งคั่งจากทรัพยากรและประชากร เส้นทางรถไฟยาวทั้งสิ้น 5,768 ไมล์ มีจุดมุ่งหมายทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง สร้างเสร็จในปี 1904 แต่ได้นำมาสู่สงครามกับญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเองก็ต้องการขยายอำนาจเข้าสู่บริเวณนั้นเช่นกัน ในที่สุดรัสเซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม เหตุเกิดในยุคพระเจ้าซาร์นิโกลาสที่ 2

ค.ศ. 1914 รัสเซียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดความอดอยากในภาวะสงครามโลกและเมื่อทับทบเข้ากับการพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่น จึงเกิดการปฏิวัติลุกฮือของมวลชนภายใต้การนำของพรรคบอลเชวิค ที่มีเลนินเป็นผู้นำ

ค.ศ. 1917 ระบอบซาร์ที่สร้างขึ้นมา 500 ปีได้ล่มสลายลง ด้วยน้ำมือของชนชั้นล่างที่เป็นแรงงานสร้างอาณาจักรรัสเซียมาด้วยความเหนื่อยยาก เมื่อประชาชนถึงจุดที่สุดทนต่อความเหนื่อยยาก ความแตกต่างทางชนชั้น ความหรูหราฟุ่มเฟื่อยของชนชั้นสูง การขูดรีดเอาเปรียบต่อคนชั้นล่างเปลี่ยนประเทศรัสเซียจากระบอบจักรพรรดิมาสู่รัฐบาลเฉพาะกาลในเดือนมีนาคม1917 และเปลี่ยนอีกครั้งมาเป็นสหภาพโซเวียตรัสเซีย ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือนพฤศจิกายน

หลังจากการปฏิวัติรัสเซีย ใน ค.ศ. 1917 เลนินได้ย้ายเมืองหลวงกลับมายังมอสโกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1918 ซึ่งยังคงเป็นเมืองหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

ระหว่างค.ศ.1917-1991 สหภาพโซเวียตปกครองโดยประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคหรือผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ ต่อเนื่องกันมา 7 รุ่น จากเลนิน สตาลิน ครุสชอฟ เบรซเนฟ แอนโดรพอฟ เชอเนนโก และสุดท้ายกอร์บาชอฟ มีการย้ายเมืองหลวงกลับมาอยู่ที่มอสโกตามเดิม เมืองเลนินกราดหรือเปโตรกราดก็เปลี่ยนชื่อกลับไปเป็นเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์กตามเดิม

ในช่วงการปกครองของคอมมิวนิสต์ประมาณ 64 ปี เป็นยุคที่สหภาพโซเวียตรัสเซียต้องเผชิญเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่2 ถูกกองทัพรถถังนาซีบุกเมืองเลนินกราด และยังต้องทำสงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกา ต้องแข่งขันกันเป็นจ้าวอวกาศเพื่อสร้างภาพลักษณ์และการโฆษณาชวนเชื่อ ต้องทุ่มเทงบประมาณเพื่อทำสงคราม สร้างแสนยานุภาพและพยุงเหล่าประเทศบริวารในค่ายสังคมนิยมเอาไว้ ในที่สุดเกิดภาวะหนี้สินประเทศท่วมตัว ประชาชนยากลำบากมากขึ้น จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว

ปลายยุคสงครามเย็น กอร์บาชอฟ แก้ปัญหาด้วยการนำพาประเทศไปข้างหน้า ใช้นโยบายกลาสน็อตส์(เปิดกว้าง) และเปเรสตอยก้า(ปรับเปลี่ยน) ซึ่งมีส่วนทำให้กำแพงเบอร์ลินพังทะลายลง เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ เยอรมันตะวันออก โปแลนด์ ฮังการี เชคโกสโลวาเกีย มีการเปลี่ยนแปลงตาม สหภาพโซเวียตและค่ายคอมมิวนิสต์เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายจากระบอบคอมมิวนิสต์ มาเป็นแนวนโยบายแบบนีโอ-ลิเบอราลิสต์ (neo-liberalism)

ฝ่ายพวกคอมมิวนิสต์หัวเก่าในพรรคส่วนหนึ่งเกิดไม่พอใจกอร์บาชอฟ จึงเคลื่อนกำลังทหารออกมากลางกรุงมอสโกหวังยึดอำนาจคืน แต่ประชาชนชาวมอสโกลุกขึ้นมาต่อต้านทหาร มีนายบอริส เยลต์ซิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโกออกโรงเป็นผู้นำฝูงชน ในที่สุดการยึดอำนาจครั้งนั้นล้มเหลว อำนาจของยพรรคคอมมิวนิสต์จึงถูกโค่นลงด้วยการปฏิวัติประชาชน

กอร์บาชอฟยังคงเป็นประธานาธิบดีต่อมาอีกระยะหนึ่ง เขาพยายามเสนอรูปแบบการปกครองแบบใหม่ที่มาแทนที่”สหภาพโซเวียต” โดยให้อิสระแก่รัฐเล็กรัฐน้อยและยังคงอยู่ร่วมกันแบบสหพันธรัฐ แต่นายบอรีส เยลต์ซินกลับเห็นต่าง เขาเคลื่อนไหวสวนทางโดยให้แยกประเทศออกไปเป็นอิสระของใครของมัน จึงเกิดประเทศเล็กประเทศน้อยแยกออกไปจำนวน 15 ประเทศ และรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตแบบหลวมๆ (CIS-Commonwealth of the Independent States)

สำหรับโซเวียตรัสเซียหรือจักรวรรดิรัสเซียเดิมจึงเหลือเพียงประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเพียงหนึ่งเดียว แต่ก็ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีเขตแดนที่กว้างที่สุดของโลกอยู่เช่นเดิม ในขณะที่มีประชากรเหลือเพียงแค่ 175 ล้านคนเท่านั้น

เมื่อประเทศมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมายในยุคของตนเช่นนั้น ในที่สุดกอร์บาชอฟได้ลาออกจากประธานาธิบดี ในปี1991 เปิดทางให้ประเทศเปลี่ยนระบอบการปกครองจากคอมมิวนิสม์ มาเป็นระบอบสาธารณรัฐหรือสหพันธรัฐรัสเซีย

ต่อมามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยการลงคะแนนของประชาชน แทนการแต่งตั้งโดยพรรคคอมมิวนิสต์แบบแต่ก่อน นายบอริส เยลต์ซินก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกภายหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นและปกครองประเทศอยู่สองสมัยหรือ 8 ปี ระหว่างปี 1991-1999

เยลต์ซินขึ้นมาพร้อมกับการสัญญาที่จะแก้ไขระบบเศรษฐกิจแบบสั่งการจากส่วนกลางไปเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี เยียวยาปัญหาเศรษฐกิจ และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จสักอย่าง มีปัญหาคอร์รัปชั่น เงินเฟ้อและเศรษฐกิจล่ม

ภายหลังยุคของนายเยลต์ซิน ผู้นำที่มีบทบาทต่อมาคือ นายวลาดิเมียร์ ปูติน อดีตสายลับเคจีบีประจำกรุงเบอร์ลิน ที่ผันตัวเข้าสู่การเมืองเพียงแค่สิบปี กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีที่มีอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสามารถนำพาประเทศรัสเซียฟื้นบทบาทในฐานะกลุ่มผู้นำโลกได้อีกครั้งในปัจจุบัน.

Credit Photo http://www.manokompasas.lt/category/kelioniu-planavimas/