ความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่ภาคใต้เมื่อยางผลัดราคา

จากสถานการณ์ราคายางพาราลดลงอย่างต่อเนื่อง น้ำยางกิโลกรัมละ 124 บาท ในปี 2554 ลดลง มาเป็น 87.15 (ปี 2555)  74.75(ปี 2556) 53.93(ปี 2557) 44.17(ปี 2558) (ที่มาข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2558) และในปี 2559 นี้ราคายางอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม จากตัวเลขจะเห็นการลดลงของราคายางพาราอย่างต่อเนื่อง และกระโดดเนื่องจากปี 2557-2558 ราคามีระดับที่ใกล้เคียงกันเมื่อเปรียบเทียบปี 2554 ราคาลดลงถึง 2 เท่าจากปี 2554 แม้ราคายางจะลดลง แต่ขณะเดียวกันกลับมีพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นตามลำดับ กล่าวคือ จากปี 2554 ที่มีพื้นที่ยางที่กรีดได้ 12,026,000 ไร่ ขยับเพิ่มเป็น 18,846,000 ไร่ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับพื้นที่ยางที่กำลังโต ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าหากกลไกตลาดโลกมีความผันผวนโดยเฉพาะความต้องการยางประเทศใหญ่อย่างจีนที่เปลี่ยนไปย่อมทำให้ราคายางต่ำลง ซึ่งก็เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

รายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือนภาคใต้

แผนภาพ: รายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือนภาคใต้

ที่มา: ดัดแปลงจากสำนักงานเศรษฐกิจแห่งชาติ ปี 2558

อย่างไรก็ตามวิกฤตราคายางตกส่งผลต่อสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของพี่น้องชาวใต้ จากการติดตามตัวเลขสถิติเศรษฐกิจครัวเรือนพบว่าในปี 2558 ตัวเลขหนี้ของชาวใต้มากเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ  ซึ่งส่วนมากเป็นหนี้สินอันเกิดจากการลงทุนด้านปัจจัยการผลิต ค่าครองชีพ และหนี้สินจากการกู้เงินเพื่อการดาวน์รถ  ผ่อนชำระต่างๆฯลฯ จากกราฟจะเห็นว่าภาคใต้มีรายได้ต่อเดือนต่อครัวเรือนเป็นอันดับ 3 และมีรายจ่ายค่าอาหารมากเป็นอันดับ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ  จากตัวเลขดังกล่าวเมื่อนำไปคิดร้อยละของค่าใช้จ่ายต่อรายได้พบว่าเป็นตัวเลขร้อยละ 81.0 ถือได้ว่าคนใต้มีรายจ่ายมากเป็นอันดับหนึ่ง ในการสำรวจปี 2558  รองมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อรายได้ของภาคใต้ค่อยๆสูงขึ้นจากปี 2554  56 และ58 เป็นร้อยละ 72   74.1 และ81 ตามลำดับ ซึ่งขยับจากระดับกลางๆ จนกระทั่งอยู่ระดับสูงกว่าภูมิภาคอื่น ค่าใช้จ่ายที่มากนี้ยังไม่นับรวมการวิเคราะห์ภาวะหนี้สินเข้ามาด้วย ซึ่งหากนับรวมก็จะพบการใช้จ่ายที่มากขึ้นอีกเท่าตัวเลยทีเดียว เป็นที่แน่นอนว่ากระเป๋าของคนใต้มีเงินน้อยลง ราคายางที่ต่ำลงทำให้คนมีการใช้จ่ายน้อยลง ส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมในการกระจายเงิน และการจ้างงาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับอัตราค่าครองชีพที่ค่อยๆ แพงขึ้นตลอดมา  ผู้คนที่มีรายได้น้อยและไม่มีที่ดินทำกินน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ประสบปัญหามากที่สุด เพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย จากตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าในค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากรายรับต้องจ่ายไปร้อยละ 81 จะแบ่งเป็นค่าค่าอาหารถึงร้อยละ 34.7 ซึ่งนับว่าเกือบครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเลยทีเดียว

ไม่เพียงแค่ราคายางตกต่ำแล้วส่งผลให้ครัวเรือนได้มีความมั่นคงทางอาหารจากฐานการซื้อน้อยลงเท่านั้น  แต่ราคายางตกต่ำมาพร้อมกับพื้นที่อาหารหรือพื้นที่ปลูกข้าวที่ลดน้อยและหายไปเรื่อยๆ ตามมา พิจารณาได้จากแผนภูมิข้างล่าง

พืชเศรษฐกิจภาคใต้23

ข้อมูล: จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,2558

จากตัวเลขพบว่าพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2556 ถึง 2558 ในทางกลับกันพื้นที่ปลูกข้าวกลับลดลงจาก 1,227,544 ไร่ ลงมาที่ 1,223,934 ไร่ ในช่วงระยะ 3 ปีลดลง 3,610 ไร่ แสดงนัยยะของพื้นที่อาหารที่น้อยลง เพราะพื้นที่ข้าวถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ยางและปาล์มและบ้างก็เป็นพื้นที่นาร้าง และพบว่าภาคใต้ไม่สามารถผลิตข้าวได้เพียงพอเพื่อเลี้ยงประชากรในภูมิภาค ที่ผ่านมาต้องนำเข้าข้าวจากภาคอื่น ในระดับจังหวัดพบเพียงจังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราชเท่านั้นที่สามารถผลิตข้าวได้เพียงพอต่อคนในจังหวัด แต่ก็ไม่เพียงต่อการบริโภคให้กับคนจังหวัดใกล้เคียง

จากรายงานเฉพาะในปี พ.ศ. 2557 พบว่าปริมาณผลผลิตข้าวในภาคใต้มีทั้งสิ้น 310,005 ตันข้าวสาร (ประมาณ 1.7% ของผลผลิตข้าวรวมทั้งประเทศ) ในขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่อเนื้อที่เพาะปลูก (กิโลกรัม) ในภาคใต้ได้น้อยที่สุดเพียงแค่ 412 กิโลกรัมต่อไร่ ปริมาณการบริโภคข้าวรวมทั้งหมดของประชากรในภาคใต้อยู่ที่ 802,192 ตัน/ปี (การบริโภคเฉลี่ยคนละ 90.90 กิโลกรัมต่อปี)

ทำให้ตลอดทั้งพื้นที่ภาคใต้ต้องมีการนำเข้าข้าวจากภาคอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 492,187 ตัน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิพบว่าได้รับความนิยมเป็นมากเพราะมีรายงานการนำเข้าสูงที่สุดถึง 454,641 ตัน/ปี แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคข้าวของคนปักษ์ใต้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตคนในภาคใต้นิยมบริโภคข้าวพันธุ์พื้นเมืองกันอย่างแพร่หลายเมื่อเปรียบเทียบกับคนในภาคอื่นๆ ข้อมูลเพิ่มเติมยังระบุอีกว่าลักษณะของข้าวที่ผู้บริโภคในภาคใต้นิยม คือข้าวที่มีคุณสมบัตินุ่มและหอม อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคในภาคใต้ส่วนมากจะได้ข้าวสารจากการซื้อมากที่สุดสูงถึงร้อยละ 76.24 แหล่งที่ซื้อข้าวสารส่วนใหญ่คือร้านขายของชำในตลาด (39.96%) รองลงมาคือซื้อจากร้านข้าวสารโดยตรง (32.31%) สำหรับลักษณะการซื้อข้าวสารส่วนใหญ่จะซื้อเดือนละครั้ง (57.46%) ในขณะที่มีการเพาะปลูกข้าวแล้วเก็บไว้ใช้บริโภคเองมีเพียงร้อยละ 13.18 และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เกษตรกรในภาคใต้ถึงร้อยละ 49.53 ต้องซื้อข้าวเพื่อบริโภค (กรมการค้าภายใน 2558 อ้างถึงในเชิดศักดิ์ เกื้อรักษ์.2559บทความเผยแพร่เวทีเสวนาแลสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของภาคใต้ “แกะรอยข้าวใต้ ใครทาใครกิน”  ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 4 วันที่ 4 ตุลาคม 2559.)

สถานการณ์ที่ไม่สามารถพึ่งตนเองด้านอาหาร โดยเฉพาะข้าวของคนใต้นั้นค่อยๆสะสมเรื่อยมาจากการหันมาปรับพื้นที่เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ซึ่งตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนเพราะผูกอยู่กับกลไกตลาดโลกที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา  จากการแทรกแทรงราคาของรัฐทำให้พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวมีราคาสูงขึ้น ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ มีการรุกที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ หรือการนำพื้นที่นามาปลูกยางหรือปาล์มซึ่งเป็นนิเวศที่ไม่สอดคล้องกันกับลักษณะของพืช เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการดำเนินในแนวทางพืชเศรษฐกิจกระแสหลักได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี  จนชาวใต้ยึดเป็นความอยู่รอดหลักของตน ไปพร้อมๆ กับการสร้างเศรษฐกิจขาอื่นๆ อาทิ การท่องเที่ยว  ประมง สวนผลไม้ ฯลฯ โดยเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจดีอย่างเดียวจะทำให้อยู่รอดมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงทางอาหาร และค่อยๆละเลยวิถีวัฒนธรรมการผลิตเดิมที่เน้นพึ่งตนเองและผลิตอย่างผสมผสาน อาทิ การปลูกข้าวไร่  การปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์พื้นบ้าน  การปลูกข้าวหรือการปลูกพืชผักรวมอยู่ในสวนยางพารา โดยไม่หวังเพียงมีเงินไปซื้อกิน แต่สร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับแปลงของตนเอง

ซึ่งจากสถานการณ์ที่ข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคของชาวใต้นี้เอง ทำให้กลุ่มชุมชนในหลายจังหวัด หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่อาหาร เช่น การรื้อฟืนนาร้างมาปลูกข้าว  การรวมกลุ่มสมาชิกเพื่อกิจกรรมปลูกและเก็บเกี่ยวข้าว  การใช้พื้นที่สวนยางพาราขณะต้นไม่โตมากปลูกข้าวฯลฯ ขณะเดียวกันก็เกิดปรากฏการณ์ที่ราคายางตกทำให้เกษตรกรต้องโค่นต้นยางขายไม้และนำเอาพื้นที่กลับมาปลูกอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นว่าเกษตรกรที่ตั้งรับทันจะไม่เอาตัวเองไปตามกระแสแต่จะปรับตัวให้ตัวเองอยู่รอดและไม่ตกอยู่กับภาวะหนี้สิน  ชุมชนชาวสวนยางหลายแห่งได้ปรับตัวอย่างปรับตัวอย่างเท่าทันโดยพัฒนาการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นหมอน  เบาะนอน หมอนข้าง ถุงมือ ไปพร้อมๆ กับการทำการตลาดเอง โดยเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆให้เข้ามารวมสนับสนุน ดังเช่น กลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน ต.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพยายามดำรงอยู่ในท่ามกลางเศรษฐกิจขาลง โดยใช้กลุ่มชุมชนที่เข้มแข็งเป็นฐานที่มั่นและเศรษฐกิจหลายช่องทาง

อย่างไรก็ตามครัวเรือนและชุมชนที่ปรับตัวได้มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยภาพใหญ่ยังต้องอาศัยนโยบายรัฐและการส่งเสริมที่สอดคล้องกันกับนโยบาย และที่สำคัญกว่านั้นก่อนถึงปลายทางของการออกมาตรการหรือนโยบายใดๆ การออกแบบงานพัฒนาของหน่วยงานด้านนโยบายควรจะตั้งอยู่บนสมมุติฐานการส่งเสริมการผลิตและความมั่นคงทางอาหาร ที่เน้นความยั่งยืน มีทิศทางที่สามารถนำไปสู่การปรับตัวและความเข้มแข็งของฐานวัฒนธรรมและทรัพยากรของชุมชน ไม่เพียงแค่การเกาะเกี่ยวกับกลไกตลาดอย่างเดียว อาจจะต้องหันกลับมามองการส่งเสริมการพึ่งตนเองได้ของชุมชนไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การอนุรักษ์พื้นที่ทรัพยากร  วิถีวัฒนธรรม ตลอดจนภูมิปัญญาที่ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารควบคู่กันไปด้วย

เขียนโดย เกียรติศักดิ์  ยั่งยืน  

 

เอกสารเรียบเรียง

กรมการค้าภายใน. 2558. โครงการศึกษาการใช้และการบริโภคข้าวไทย ปีงบประมาณ 2558. กระทรวงพาณิชย์, กรุงเทพมหานคร.

เชิดศักดิ์ เกื้อรักษ์.2559. สถานการณ์ข้าวในจังหวัดพัทลุง ความมั่นคงทางอาหารที่กำลังถูกสั่นคลอน, บทความเผยแพร่เวทีเสวนาแลสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของภาคใต้ “แกะรอยข้าวใต้ ใครทาใครกิน”  ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 4 วันที่ 4 ตุลาคม 2559.

เดชรัตน์ สุขกำเนิด. 2556. โครงการแผนการผลิตพืชพลังงานอย่างยั่งยืน. สำนักนโยบายและแผน พลังงาน กระทรวงพลังงาน, กรุงเทพมหานคร.

ทรงสิริ วิชิรานนท์, พจนีย์ บุญนา และ จงทิพย์ อธิมุติสรรค์. 2555. วิถีชีวิตและความมั่นคงของอาหารท้องถิ่นใต้. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.2558. รายงานเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทย. กรุงเทพฯ .

สำนักงานสถิติแห่งชาติ.2558.รายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน . กรุงเทพฯ.