ป่า 40% หมกมุ่นในเป้าหมาย หรือวิธีการ “ตอนที่ 4 ธนาคารต้นไม้ตามรอยพ่อตั้งแต่เกิด”

“เราต้องทำอย่างไรก็ตามให้เกษตรกรรักษาที่ดินทำกินไว้ให้ได้  ถ้าเขารักษาไม่ได้เขาจะเป็นคนไร้ที่ดินทำกิน และจะกลายเป็นทาสแรงงานในสังคมเมือง ซึ่งเราไม่ประสงค์เลยจะให้คนของเราเป็นทาสใคร”  เป็นพระราชดำรัสที่ผมเคยฟังเพียงครั้งเดียว แต่จำได้ขึ้นใจ และรู้สึกสัมผัสได้ถึงความร้าวทุกข์ระทมในพระทัยกับความสูญเสียที่ดินของเกษตรกร อันเป็นอาชีพที่พระองค์ทรงโปรดตรัสถึงเสมอๆ  ให้รักษาอาชีพนี้ไว้คู่คนไทย  ธนาคารต้นไม้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้เป็นปฐม

การสูญเสียที่ดินของคนชนบท อาชีพเกษตรกรเป็นความจริง แต่ยังไม่สูญเสียอาชีพเกษตร ยังมีความจำเป็นเพราะต้องทำกินเลี้ยงชีพซึ่งเป็นความจริงกว่า  เมื่อประชาชนสูญเสียที่ดินทรัพย์สินส่วนตัว ก็เดินทางเข้าไปเอาทรัพย์ส่วนรวมโดยเข้าไปบุกรุกป่า เพื่อจับจองทำกินด้วยอาชีพการเกษตร ด้วยเหตุผลแห่งความจริงอันน่าคิดว่าพัฒนาการทุกประเทศเดินมาทางนี้ ผลลัพธ์สุดท้าย คือที่ดินทำกินตกไปอยู่ในมือเกษตรกรรายใหญ่ เกษตรกรรายย่อยล่มสลายกลายเป็นทาสแรงงานในสังคมเมือง คุณภาพชีวิตต่ำทำงานหนักไม่รักแผ่นดิน ผมจึงเข้าใจในพระองค์อย่างดี และสิ่งที่ควรจะทำ คือการปลูกต้นไม้ในที่ดินและกับผสมผสานกับพืช แล้วผลักดันให้รัฐออกกฎหมายรับรองต้นไม้ที่มีชีวิตของประชาชน ให้มีมูลค่าเป็นทรัพย์เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันหนี้สิน กับสถาบันการเงินแทนที่ดิน เมื่อถึงคราวโชคร้ายถูกยึดทรัพย์ ก็ให้ยึดทรัพย์สินที่เป็นต้นไม้ไปแลกกับการหลุดหนี้ แต่ที่ดินทำกินก็ยังคงอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าต้นไม้เป็นหลักทรัพย์ได้ เกษตรกรไทย และคนส่วนใหญ่จะไม่สูญเสียที่ดินอีกเลย

ซึ่งการปลูกต้นไม้ต้นไม้ลักษณะนี้เป็นการเดินตามแนวพระราชดำริ ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง กล่าวคือ พระองค์ได้ตรัสไว้เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๓ ณ โรงแรมริมคำ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า “…การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่  ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้ ๓ อย่าง แต่มีประโยชน์ ๔ อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กิน ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์ที่ ๔ คือ ได้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ…”

แนวพระราชดำรัสว่า ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ถ้าแปลความให้ตรงชัด คือการให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในพื้นที่ทำกิน หรือพื้นที่เกษตรอย่างหลากหลายแบบวนเกษตร และแปรให้เข้าใจว่าปลูกโดยประชาชนของประชาชน เพื่อประชาชน ไม่ใช่ปลูกโดยรัฐ จริงไหม? โดยปลูกแล้วสามารถอยู่ร่วมกันได้ เกิดอาชีพรายได้ สร้างสมดุลนิเวศ เป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าได้ในพื้นที่เกษตรราว๒๐๐ ล้านไร่เกิน๔๐% ของพื้นที่ประเทศ และเป็นป่าที่ปลูกโดยประชาชนอย่างกว้างขวางที่เกิดจากการส่งเสริม และสร้างแรงจูงใจไม่ใช่ การบังคับการควบคุม

คนปลูกต้นไม้ปลูกป่าโดยพื้นฐานแล้วเป็นประชากรกลุ่มเล็กๆ หัวก้าวหน้า รักเสรีภาพ มีคนรัก ศรัทธาต่อธรรมชาติ และมีความดีงามโดดเด่นกว่าคนประเภทอื่นๆ คนกลุ่มนี้ซึ่งพร้อมที่จะปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองในที่ดินตัวเอง การรักชวนคนเหล่านี้ จึงไม่ใช่การควบคุม บังคับ การอนุญาต หรือทำให้ แต่ต้องเป็นการส่งเสริม และสร้างแรงจูงใจ ต้องทำความเข้าใจ พระองค์ทรงใช้คำว่า “ปลูกต้นไม้ในใจคน” ซึ่งได้ตรัสสอบพนักงานป่าไม้ให้ปรับแนวคิดจากการควบคุม บังคับ อนุญาต และทำให้ มาเป็นการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนโดยตรัสว่า “พนักงานป่าไม้ ถ้าจะให้ประชาชนปลูกป่าไม้ ต้องปลูกต้นไม้ในใจคนเขาเสียก่อน แล้วเขาจะปลูกต้นไม้ในแผ่นดิน และดูแลรักษาด้วยตัวเอง” ลึกซึ้ง และคมคายมาก ธนาคารต้นไม้จึงน้อมนำคำว่า “ปลูกต้นไม้ในใจคน” มาเป็นกิจกรรมสำคัญของชาวธนาคารต้นไม้ นำมาใช้แทนคำว่า ประชุมชี้แจง และได้ใช้คำนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นกำเนิดคำ ธนาคารต้นไม้เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๔๙

พอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน คำคม สโลแกนในสัญลักษณ์ (logo) ธนาคารต้นไม้เป็นการบ่งบอก ที่มา และความหมายโดยภาพรวมของธนาคารต้นไม้ กล่าวคือ ต้นไม้ ๙ ต้นรอบลูกโลก มีเลข๑ ไทยเป็นจุดเริ่มต้น หมายถึงธนาคารต้นไม้เริ่มขึ้นในรัชกาลที่๙ พอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน คือความเชื่อในหลักความพอเพียง และเชื่อในตรรกะว่าเมื่อรู้สึกพอ คือ มีพอ มันหมายถึงความมั่งคั่ง จากการมีต้นไม้เป็นทรัพย์ทำให้เกิดความพอเพียง พึ่งตนได้อย่างดีและหมายถึงความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

วันธนาคารต้นไม้ ๒๐ มิถุนายน คือวันที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกต้นราชพฤกษ์ที่โครงการพระราชดำริ หนองใหญ่ จ.ชุมพร เมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีที่ความมาจากงานกิจกรรมของเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที จังหวัดชุมพรได้น้อมนำแนวทางงานในภาพรวม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ถึงท้องทะเล “จากภูผาสู่มหานที” เป็นชื่อเครือข่าย และได้มาสร้างศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาที่หนองใหญ่ ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร ทั้งได้ตั้งธนาคารต้นไม้สาขาหนองใหญ่ ในการจัดกิจกรรมฟื้นฟูทะเลไทย จากภูผาสู่มหานที เมื่อ ๒๐-๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ ได้มาประกาศปฏิญญาหนองใหญ่ เพื่อผลักดันธนาคารต้นไม้ และได้กำหนดให้วันที่ ๒๐ มิถุนายนเป็นวันธนาคารต้นไม้

การเดินตามรอยเท้าพ่อด้วยการปฏิบัติบูชาของชาวธนาคารต้นไม้เป็นอุดมคติและปณิธานมาตั้งแต่ต้นซึ่งพวกเราเศร้าใจที่ไม่สามารถทำให้บรรลุได้ตามที่เคยตั้งจุดหมายกันว่า จะผลักดันธนาคารต้นไม้ให้เป็นกฎหมายเป็นนโยบายภายในระยะเวลาช่วงชีวิตของพระองค์ แม้นได้ทำแล้วแต่ยังไม่สำเร็จชาวธนาคารต้นไม้ยังคงลุกขึ้นต่อสู้ทางจริยธรรมด้วยความเพียรอย่างบริสุทธิ เพื่อสร้างปัญญาใช้ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ให้มีต้นไม้เต็มแผ่นดินเกื้อกูลความผาสุกให้สังคมไทย ตามพระราชประสงค์”เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม”ต่อไป

การให้ความสำคัญกับต้นไม้ และให้มันช่วยแก้ปัญหาสร้างภาวะปกป้องคุ้มครองมนุษย์  และสรรพสัตว์ที่ให้เกิดความเป็นธรรม และธรรมชาติที่สมดุลเพราะต้นไม้ คือเครื่องมืออันประเสริฐ  เราจึงต้องมีวันรักต้นไม้ปี ๒๕๕๙  แต่เพราะคนไม่รักต้นไม้ใช่ไหม?

จึงต้องรณรงค์ด้วยการมีวันนี้  ธนาคารต้นไม้จึงควรต่อสู้ทางธรรมบนความเพียรอย่างบริสุทธิมุ่งมั่นเพื่อต้นไม้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อันประเสริฐของมนุษยชาติ ทำไมต้องเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และต้องตั้งคำถามว่า การแยกแยะเรื่องราวในโลกนี้เป็นเรื่องใหญ่ๆ  จะแบ่งเป็นกี่เรื่องและเหตุผลอะไร

  • ในหลักทุกศาสนาจะแบ่งเป็น3เรื่อง -เรื่องในตัวเอง -เรื่องภายนอก –เรื่องเครื่องมือระหว่างภายนอกกับภายใน
  • ในโลกแห่งการเมืองการปกครองการเมืองการศึกษา แบ่งเป็น3เรื่อง -สังคม -สิ่งแวดล้อม -เศรษฐกิจ เพราะคงได้ขบคิดอย่างถ้วนถี่แล้วจึงแยกแยะ(ภควา) ได้เท่านี้ซึ่งครอบคลุมชัดเจนดีแล้ว ช่างเหมือนกันเหมือนราวกับว่าลอกมาดัดแปลง
  • ในโลกของพงศาชูแนม(ธนาคารต้นไม้) ทั้งสองโลกมองเหมือนกัน.แปลภาษาผม -เรื่องของมนุษย์และคน=สังคม  เรื่อง นอกตัวมนุษย์=สิ่งแวดล้อม-/ เครื่องมืออันประเสริฐระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม=เศรษฐศาสตร์ ….. ผมเชื่อเสียแล้วว่าทุกคราวที่โลกมีปัญหาต้นไม้คือสิ่งที่สามารถนำมาแก้ปัญหาโลกนี้มาตั้งแต่ต้น และเชื่อว่ามันคือเครื่องมือของสรรพสัตว์รวมถึงมนุษย์อันสำคัญสูงสุดทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต  ผมยังเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ คือเครื่องมืออันประเสริฐ (เศรษฐ แปลว่า ประเสริฐ) ที่มนุษย์ใช้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม..และเชื่อว่ามนุษย์หลงผิดอยู่ราวสี่ศตวรรษ เอาเงิน ทอง มาเป็นเครื่องมือนี้ และมันเป็นเครื่องมืออันวิบัติ ทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม  ผมไตร่ตรอง โยนิโสมนสิการแล้วพบว่า  ถ้ารับรองมูลค่าต้นไม้ที่มีชีวิตให้เป็นทรัพย์ใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ จะทำให้มนุษย์รักปลูกและดูแลรักษาต้นไม้เหมือน ความมุ่งมั่นในการหาเงินทองสร้างทรัพย์สินให้ตนเองในวันนี้ แค่เอาเรื่องนี้ไปคิดทบทวน คุณจะรักต้นไม้ทุกวันครับ

ผมไม่อยากให้คนไทยไปเชื่อ และศรัทธาเทียมในตัวเลขลวงๆว่า ๔๐% ของประเทศต้องเป็นป่า และเป็นป่าที่ผูกขาดการควบคุม บังคับ อนุญาต และทำให้โดยรัฐเท่านั้น เพราะมันเป็นภาวะ บีบคั้นให้ตีบตัน ทั้งรูปแบบ วิธีการ เป้าหมาย และความศรัทธา การปลูกต้นไม้ต้องเกิดจากความสมัครใจ มีความเชื่อ ศรัทธาในคุณค่าต้นไม้ มีความมุ่งมั่น และความเพียรอย่างบริสุทธิ์ ปราศจากการควบคุม บังคับ ด้วยเงื่อนไขใดๆทางกฎหมาย เพราะต้นไม้เป็นกฎเกณฑ์ และหลักธรรมชาติ เป็นหลักธรรมะที่เหนือกฎเกณฑ์ใดๆของมนุษย์ที่เรียกว่า ระเบียบกฎหมาย นโยบาย หรืออื่นใด มนุษย์ส่วนใหญ่จึงเชื่อ ศรัทธา และน้อมนำทำตามโดยไม่ต้องควบคุม บังคับ ชวนเชื่ออย่างที่เห็นเชิงประจักษ์ในเหตุการณ์ปัจจุบัน