สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196 โดย หมอทวี ตอนที่ 8. “บักหำน้อย”

สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196 โดย หมอทวี ตอนที่ 8. "บักหำน้อย"

สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196

โดย หมอทวี

ตอนที่ 8. “บักหำน้อย”

หลังจากที่หน่วยจรยุทธ์สี่สหายได้บุกเบิกงานมวลชนพื้นที่อำเภอหนองบัวแดงได้พักหนึ่ง มีมวลชนท้องถิ่นตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคและกองทัพเป็นจำนวนมาก 

คนหนุ่มคนสาวหลายสิบคนเข้าเป็นทหาร ครอบครัวนับสิบครอบครัวอพยพขึ้นมาอยู่ในที่มั่นภูเขียวเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ ส่วนที่เหลือในหมู่บ้านทำหน้าที่ส่งข่าวสารและลำเลียงยุทธปัจจัย

ต่อมา ปี2521 องค์กรนำได้มีมติให้จัดตั้งขึ้นเป็นเขตงานบริวาร ที่ขยายออกไปจากเขตที่มั่นภูเขียว เรียกเป็นชื่อระหัสว่า “เขต21”  โดยมีสหายทวีเป็นผู้รับผิดชอบ ขึ้นตรงต่อสหายศักดิ์ ซึ่งทั้งคู่ได้เปลี่ยนชื่อจัดตั้งเสียใหม่ เพื่อการปิดลับอำพราง เรียกกันว่าสหายมานะและสหายสงคราม ตามลำดับ

กองกำลังของเราในขณะนั้นมีเพียงหนึ่งหมู่  ทำการเคลื่อนไหวขยายฐานมวลชนไปตามหมู่บ้านที่อยู่เลาะตีนภู ทีละหมู่สองหมู่ จากภูพญาพ่อ ไปสู่ภูพังเหยและภูแลนคา จากหมู่บ้านชายดงไปสู่หมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไปจนเกือบประชิดตัวอำเภอหนองบัวแดง

แต่ฝ่ายคู่ต่อสู้เขาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง กองกำลังทหารตำรวจและฝ่ายความมั่นคงถูกส่งเข้ามาปฏิบัติการกวาดล้างและกดดันมวลชนในหลายรูปแบบ  มีฐานที่ตั้งประจำของกองกำลังติดอาวุธฝ่ายรัฐบาลอยู่หลายแห่ง ที่ใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นที่ค่ายบ้านโหล่น  ค่ายบ้านหัวนาคำและค่ายบ้านหนองเป็ด

มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังสองฝ่ายเกิดบ่อยครั้งขึ้น บางครั้งสหายเราก็ถูกซุ่มโจมตี  สร้างความสูญเสียพอประมาณ โดยรวมแล้วได้ทำให้สหายต้องเสียสละชีวิตไปถึงสองสามคน ความสูญเสียทุกครั้งยังความเศร้าโศกและเคียดแค้นเป็นทบทวี

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์การสู้รบระหว่างสองฝ่ายได้เพิ่มความตึงเครียด ทั้งต่อสังคมภายนอกที่ติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชน ตอกย้ำว่าหนองบัวแดงเป็นเขตอันตราย ทั้งต่อความเสี่ยงชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังทั้งสองฝ่าย

ในที่สุด องค์กรนำได้ตัดสินใจที่จะปฏิบัติการใหญ่สักครั้งหนึ่ง เพื่อกดขวัญศัตรูและปลุกขวัญมวลชน โดยเลือกเขตงานหนองบัวแดงเป็นจุดปฏิบัติการ  ในการนี้จัดตั้งได้ส่งกองทหารประจำการจากที่มั่นภูเขียว (196) จำนวนประมาณ 2 หมู่ ลงมาสมทบกับกองกำลังท้องถิ่นของเขตงาน21

ในคราวนั้น ผลสำเร็จในการสู้รบที่เกิดจากการวางแผน “ล่อและซุ่มโจมตี” ของกองกำลังผสมฝ่ายสหาย ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรที่ประจำอยู่ในพื้นนั้น ถูกเก็บกวาดจนเกลี้ยงเกือบทั้งโรงพักเลยทีเดียว

แต่ก่อนที่จะมาถึงความสำเร็จในการรบครั้งนั้น  เรามีการวางแผนและจัดกำลังลงสำรวจภูมิประเทศกันอยู่หลายรอบ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน รวมทั้งการส่งสหายปลอมตัวไปในงานวัดและหาข่าวจากกิจกรรมทางสังคมอื่นๆด้วย

วันหนึ่ง หน่วยของเราประมาณห้าหกคน มีผมเป็นหนึ่งในนั้น ได้รับมอบหมายจากฝ่ายบัญชาการให้ลาดตระเวนไปสำรวจภูมิประเทศตรงจุดที่คาดว่าจะใช้เป็นวงซุ่ม

บริเวณนั้นเป็นสะพานไม้เก่าๆซึ่งพาดข้ามลำห้วยเล็กๆที่แห้งขอดในหน้าแล้ง  มีป่าละเมาะเล็กๆอยู่ที่บริเวณคอสะพานและสองฝากฝั่งห้วย

ในเวลานี้ไม่มีน้ำอยู่เลยในลำห้วย  รถยนต์ทุกคันแทนที่จะวิ่งข้ามสะพาน ก็หันลงทางเบี่ยง วิ่งข้ามห้วยแห้งกันไปโดยไม่จำเป็นต้องใช้สะพาน และน่าสังเกตว่า ในช่วงกลางลำห้วยที่รถวิ่งทับไปนั้น เป็น “ดินทรายหนืด” ที่ทำให้รถทุกคันจะถูกลดความเร็วลงโดยธรรมชาติและต้องใช้เวลาอยู่ที่ระยะทางช่วงนั้นนานขึ้น  ซึ่งข้อมูลนี้ได้นำมาสู่การตัดสินใจออกแบบวางแผนปฏิบัติการ

ผมร่วมไปกับขบวนลาดตระเวนเพื่อสำรวจภูมิประเทศในครั้งนั้นด้วย จำได้ว่าเวลานั้นใกล้เที่ยงวันแล้ว ขณะที่พวกสหายกำลังหยุดดูรายละเอียดของพื้นที่ภาคสนามกันอย่างละเอียด พลันมีเสียงเด็กเลี้ยงวัวกลุ่มหนึ่งราวสามสี่คนเอะอะพูดคุยกันใกล้เข้ามา พวกสหายพากันส่งสัญญาณให้ทุกคนหาที่หลบซ่อนตัวเพื่อไม่ให้เสียลับ

โชคดีที่สหายส่วนใหญ่สามารถเข้าที่ซ่อนในป่าข้างห้วยกันได้ทัน เหลือแต่ผมคนเดียวที่หลบไม่รอด เพราะไปอยู่ไกลกว่าเพื่อน คือ ตรงบริเวณเสาตอหม้อใต้สะพาน จึงตัดสินใจเสือกตัวเข้าไปนอนหงายอยู่บนตอหม้อต้นนั้น ดึงหมวกให้กระชับ ปิดบริเวณใบหน้าและแว่นตา ปืนแนบอยู่บนอก เงียบสนิทไม่ไหวติง ตาจ้องขึ้นไปที่บนสะพาน เพื่อรอเวลาที่เด็กๆจะเดินข้ามไป

จริงดังคาด เด็กผู้ชายสองคนในกลุ่มเดินมาทางนั้น ส่วนคนอื่นๆลงเดินข้ามห้วยไป เสียงเอะอะโวยวายกันอยู่นานสองนานตามประสาเด็กเลี้ยงวัว มีเสียงยิงหนังสติ๊กบ้าง เสียงไล่แย้บ้างสลับกันไป ส่วนสองคนที่ข้ามสะพานมานั้น  และแล้วคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่เหนือตอหม้อที่ผมนอนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างใต้

เด็กคนนั้น อายุน่าจะอยู่ราวๆไม่ถึงสิบขวบ กำลังซนตามประสาเด็กผู้ชาย เสียงตะโกนบอกเพื่อนว่าขอเยี่ยวก่อนเดี๋ยวจะตามไป ทันใดนั้นก็ควักกะเจี้ยวอันน้อยๆออกมา จะทำธุระส่วนตัว เล่นเอาผมต้องหลี่ตาลงเกือบสนิท ในใจคิดว่าเสร็จแน่ละคราวนี้ คงต้องโดนเด็กเยี่ยวรดหน้าเป็นแน่แท้ อย่างไรเสียก็ต้องยอม เพราะถ้าวันนี้เสียลับให้เด็ก ก็หมายถึงแผนปฏิบัติการที่เตรียมกันมาอย่างดี อาจต้องยกเลิกไปด้วย

ระหว่างที่กำลังรอลุ้นอยู่ว่า เยี่ยวเด็กน้อยจะพุ่งมาแบบไหน เพื่อนอีกคนเดินเข้ามาคว้าข้อมือ แล้วพากันวิ่งข้ามสะพานไปให้ทันหมู่พวกข้างหน้าโน้น จึงไม่ทันได้พรมน้ำมนต์

เกือบไปแล้วไหมล่ะ

เกือบโดน”บักหำน้อย”เยี่ยวรดหน้าเสียแล้ว

พับผ่า !!

 

ตอนที่ 9. “ก้อนข้อล่อแค่แร่”