สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196 โดย หมอทวี ตอนที่ 3 “ผู้เฒ่าเว้าม่วน”

สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196 โดย หมอทวี ตอนที่ 3. "ผู้เฒ่าเว้าม่วน"

สนุกกับชีวิต มิตรสหาย196

โดย หมอทวี

ตอนที่ 3. “ผู้เฒ่าเว้าม่วน”

สหายวา  เป็นผู้ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าพูดจาสนุกสนานและมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถกเถียงแบบหน้าดำคร่ำเครียดในหมู่สหาย หรือการพูดคุยให้การศึกษามวลชน ที่สำคัญ เขาไม่ได้เกิดมาเป็นนักต่อสู้แบบทำลายล้าง หากแต่เป็นผู้ให้ความคิดและแรงบันดาลใจกับผู้คน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

คำว่าผู้เฒ่าเว้าม่วน เป็นคำที่ผมพยายามจะหามาไว้ใช้สำหรับเป็นคำจำกัดความ เมื่อเราพูดถึงสหายวา หนึ่งเดียวคนนี้

ภายหลังแตกเสียงปืนบนภูเขียวได้ไม่กี่เดือน องค์กรนำของเขตงานได้เริ่มส่งหน่วยจรยุทธ์ลงไปทำงานโดยรอบตีนภูเขียว ในทุกทิศทาง ด้านหนึ่งเป็นการขยายฐานมวลชนและเขตพื้นที่เคลื่อนไหวของพรรคให้กว้างออกไป อีกด้านหนึ่งเป็นการดึงความสนใจของข้าศึกออกจากฐานที่มั่นและทำให้เกิดความสับสนพะว้าพะวง

หน่วยของสหายชิด-ช่วง-ชอน-สิงห์ อยู่ทางด้านเหนือ ในเขตอำเภอคอนสาร ทุ่งลุยลาย ล้ำน้ำพรม ไปจนจรดเขื่อนจุฬาภรณ์.

หน่วยของสหายศักดิ์-สม-อุบล-ทวี อยู่ด้านทิศใต้ เป็นเขตอำเภอหนองบัวแดง ภูพญาพ่อ ภูพังเผย ภูแลนคา ข้ามไปบ้านเขว้าและหนองบัวระเหว.

หน่วยของสหายวา-ชล-สามารถ-อรรถ อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ในเขตอำเภอภูเขียว กระโดดข้ามไปไกลมาจนถึงภูโค้งและน้ำหนาว จึงเรียกกันเล่นๆว่า”เขตช้างดีด”

นับจากนั้นเป็นต้นมา งานมวลชนของเราต่างขยายออกไปมากขึ้นทุกที  ในขณะเดียวกันสถานการณ์ในแนวหน้ามิได้ราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคความยากลำบาก และการปะทะกับข้าศึกก็เกิดบ่อยขึ้น ไปมาหาสู่ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน การพบปะเห็นหน้าเห็นตากันในหมู่พวกเราจึงห่างออกไป จะได้เจอหน้ากันก็เวลาที่จัดตั้งมีภารกิจสำคัญและมีคำสั่งเรียกตัวพวกเรา ให้ขึ้นไปร่วมปรึกษางานด้านยุทธศาสตร์ยุทธวิธี หรือไปร่วมงานพิธีการที่สำคัญๆ

การเดินทางในทุกวันนี้เป็นเรื่องที่แสนจะสะดวกสบาย เราสามารถเดินทางเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตร เพื่อไปประชุมหรือทำภารกิจแบบไปเช้าเย็นกลับ ได้ด้วยเครื่องบิน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ยิ่งการติดต่อสื่อสารทางไกลยิ่งแล้วใหญ่ เราสามารถติดต่อสื่อสาร ส่งข่าว พูดคุยสนทนาแบบเห็นหน้าเห็นตากันได้ด้วยโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์

แต่ในสมัยนั้น พวกเราต้องใช้หน่วยม้าเร็ว คนเดินสารและวิทยุ เพื่อส่งข่าวระหว่างกัน  บทที่จะต้องเดินทางไปทำงานก็ต้องรอนแรมเดินเท้าล้วนๆ  ต้องไต่ไปตามสันเขา ภูสูงและป่าทึบ เพื่อไปร่วมประชุมบนฐานที่มั่น  สำหรับเขตของผมเบาะๆก็ห้าวันห้าคืน  ส่วนของสหายวาต้องใช้เวลาสิบถึงสิบห้าวันเป็นอย่างน้อย

ทำให้ในตอนหลังๆ สหายวากับผมยิ่งไม่ได้พบกันเลย เพราะสถานการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์กำลังย่ำแย่ลง อันเนื่องจากนโยบาย66/23 ของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และกระแสกลับคืนเมืองของบรรดาสหายนักศึกษา พวกเรามีแต่คอยรับฟังข่าวสารกันจากภายนอก

จนกระทั่งต่อมา เมื่อมิตรสหายร่วมรบต่างพากันกลับคืนเมืองกันหมดสิ้นแล้ว การติดต่อสะดวกขึ้น แต่ต่างคนต่างต้องดิ้นรนทำมาหากินกันไปตามสถานภาพ จึงมีการนัดหมายพบปะสังสันท์กับบ่อยขึ้น แต่สหายวา-ป้าวรรณ มักไม่ได้ไปร่วมงานกับพวกเรา เข้าใจว่าผู้เฒ่าวาคงจะ”เก็บตัว” หรือมัวแต่ไปทำหนวดกระดิกๆ อยู่ที่ไหนสักแห่ง

ปี2541 ในวันที่ผมรับปากอาจารย์หมอประเวศ วะสี ที่จะมาดูแลสถาบันและมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนาซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ผมได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงของ”ครูสน รูปสูง”แห่งบ้านท่านางแนว จากปากของอาจารย์หมอประเวศว่า ท่านผู้นี้เป็นปราชญ์ชาวบ้านคนสำคัญคนหนึ่งของภาคอีสาน แกมีชื่อเสียงมากในเรื่องการเลี้ยงวัวตามวิถีวัฒนธรรมอีสานและสร้างการรวมกลุ่มของชาวบ้านอย่างเข้มแข็ง ต่อมาจึงรู้ว่าเขาเป็นบุคคลคนเดียวกับ”ผู้เฒ่าวา” ของผม  หนึ่งเดียวคนนี้ นี่เอง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราได้กลับมาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดอีกครั้งหนึ่ง ในขบวนชุมชนและชาวบ้าน  เราต่างแสดงบทบาทกันตามที่ตนถนัด ผมอยู่ในส่วนกลางและทำงานเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ส่วนครูสนก็ลงมือปฏิบัติในภาคชนบทได้อย่างเข้มแข็ง และ ในทุกคราวที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง เรามักโคจรมาร่วมมือกันแบบไม่ต้องนัดหมาย เสมอๆ

แม้กระทั่งในช่วงสามเดือนก่อนเสียชีวิต ครูสน รูปสูงและน้องๆนักพัฒนาในเครือข่ายงานชุมชนและประชาสังคมภาคอีสานรวม 6 จังหวัด ได้ขอนัดพบผมเป็นการเฉพาะบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษา ประกอบด้วย สุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ดและบึงกาฬ

ในวันนั้น ครูสนและน้องๆได้นำเสนอแนวคิด แนวทางและความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างจังหวัดต้นแบบการจัดการตนเอง ที่ขึ้นมาจากเครือข่ายฐานล่าง แบบ”ทั้งจังหวัด”  พร้อมกับฝากฝังให้ช่วยสนับสนุนดูแลเป็นพิเศษ

ในงานสวดอภิธรรมที่บ้านของท่าน  ผมได้ทราบจากน้องคนหนึ่งในทีมหกจังหวัดว่า ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงแก่กรรม ครูสนยังโทรไปได้นัดหมายน้องๆที่เกี่ยวข้องให้มาพบกันที่บ้านท่านางแนว  น้องๆก็สงสัยว่าจะให้มาคุยกันเรื่องอะไร เมื่อถูกถามหนักๆเข้า ก็ได้คำตอบจากครูว่า

” ก็เป็นเรื่องงานที่จะทำกับหมอพลเดชไง !! ”

คงเป็นความผูกพันและผลบุญผลกรรมที่เคยร่วมกันมาแต่ชาติปางไหน

“สู่สุขคติเถอะพี่สน ผมจะสานต่อความฝันนั้น ขออย่าเป็นห่วง”

 

ตอนที่ 4. “ธงแดงเหนือภู”