ข้ามฝั่งแปซิฟิค (1) อเมริกันในความเปลี่ยนแปลง

26 เมษายน 2553

Table of Contents

          เดือนที่แล้วเกือบทั้งเดือน ผมมีโอกาสหลุดจากงานประจำไปใช้ชีวิตอยู่นิ่งๆ ที่แคลิฟอร์เนียกับครอบครัวของน้องสาวคนเล็กชั่วขณะ แต่ก็คอยติดตามข่าวการชุมนุมของกลุ่ม นปช.(คนเสื้อแดง) อย่างใกล้ชิด

          โชคดีขณะนั้นเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังมีการต่อสู้ทางการเมืองกันอย่างหนักระหว่าง 2 พรรคการเมืองหลัก เดโมแครตต้องการผ่านกฎหมายปฏิรูปสุขภาพ ส่วนรีพับลิกันตั้งป้อมต่อต้านสุดฤทธิ์ ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่รับทราบผ่านทีวี ช่อง C-Span 1,2 และ CNN ทำให้พวกเราได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกันทุกวัน

          ผมไปสหรัฐอเมริกาหลายครั้งในช่วงสั้นๆ ตามภารกิจ สำหรับมลรัฐแคลิฟอร์เนียและเมืองซานโฮเซ่ (San Jose) นี่นับเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกในปี 2002 หลังเหตุการณ์ 9/11 ส่วนคราวนี้ก็เพิ่งเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้ไม่นาน ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมอเมริกันในหลายเรื่องราว

 

          San Jose เป็นเมืองที่อยู่ใจกลางหุบเขาซิลิคอน (Silicon Valley) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา  แต่วันนี้บรรยากาศซบเซามาก ถนนหนทางโล่งไปหมด รถราที่วิ่งน้อยลงกว่าครึ่ง ดาวน์ทาวน์ที่นั่นเงียบเหงาลงไปถนัด แต่มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดใจคือคนอินเดียเข้าไปอยู่กันมากจนผิดสังเกต ทุกบล็อคถนนและที่อยู่อาศัยจะเห็นคนอินเดียไปทุกที่ เรื่องนี้เป็นปัญหาแรงงานและประชากรที่กำลังรุมเร้าสังคมอเมริกัน

 

 

          วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ผ่านมาแล้ว 1 ปี คนอเมริกันยังตกงานจำนวนมากถึง 12.5% แต่ขณะเดียวกันกลับมีจำนวนแรงงานต่างชาติ (ทั้งที่ผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย) มากถึง 11 ล้านคน ซึ่งเหล่านี้มีมาจากทุกเชื้อชาติ แต่ที่น่าสนใจคือคนเม็กซิกัน กับ คนอินเดีย ครับ

 

          การอพยพของประชากรและแรงงานชาวเม็กซิกันเกิดขึ้นมานานแล้วและต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซึ่งก็เป็นไปตามทฤษฎีการเคลื่อนย้ายประชากรที่บอกว่าตราบใดที่ยังมีความแตกต่างกันมาในด้านความสุขและความหวังในชีวิตประชาชนระหว่างประเทศถิ่นฐานต้นทางกับปลายทาง การเคลื่อนย้ายประชากรคงดำเนินต่อไป ยิ่งสหรัฐอเมริกามีชายแดนติดกับเม็กซิโกอย่างกว้างขวางมหึมาด้วยจึงยิ่งแล้วใหญ่ ทุกวันนี้คนอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิคหรือที่พูดภาษสเปนมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาจนมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2030 จะกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาทีเดียว

          คนเม็กซิกันที่เข้าไปอยู่สหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เริ่มจากการหลบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย และไปหางานทำแบบโรบินฮู๊ดซึ่งมักเป็นการขายแรงงานราคาถูก งานบ้านงานสวนงานชั้นต่ำและงานบลูคอลล่าทั่วไปที่คนอเมริกันไม่อยากทำ แต่เมื่ออยู่นานเข้าลูกหลานที่เกิดขึ้นที่นั่นต่างได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด ในขณะที่พ่อแม่ไม่ใช่ ปัจจุบันคนรุ่นหลังเหล่านี้ได้เติบโตและมีสิทธิ์มีเสียงในฐานะพลเมืองอเมริกันเต็มตัว จึงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อระบบการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองอเมริกัน ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่ประธานาธิบดีโอบามาและพรรคเดโมแครตซึ่งผลักดันนโยบายปฏิรูปสุขภาพจะได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากประชาชนฐานล่างเหล่านี้

 

          ส่วนคนอินเดียที่มีประเทศอยู่ไกลโพ้นกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง คนอินเดียมักเข้าไปแย่งงานที่ใช้ทักษะฝีมือและความรู้ โดยเข้าไปแบบถูกกฎหมาย ถือวีซ่าประเภท H1B ซึ่งอยู่ได้คราวละ 3-5 ปีทีเดียว เมื่ออยู่ได้นานขนาดนั้นจึงมีเงื่อนไขในการได้กรีนการ์ดและโอนสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างสะดวกง่ายดายในที่สุด

 

          คนอเมริกันในเวลานี้เกิดกระแสต้านคนอินเดียมากขึ้นทุกทีแล้ว เพราะหนึ่งเข้าไปแย่งงานของคนอเมริกันโดยตรง สองเมื่อได้ขึ้นตำแหน่งบริหารแล้ว คนอินเดียจะกีดกันคนชาติอื่นโดยเอาพวกพ้องเข้าแทนที่ สามคนอินเดียขี้เหนียวไม่ใช้จ่าย ได้เงินเท่าไรส่งกลับประเทศแม่หมด ซึ่งผิดกับเม็กซิกันที่ใช้จ่ายสนุกสนาน รักครอบครัว มีมิตรภาพ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

          กระแสต่อต้านคนอินเดียเป็นเรื่องที่น่าจับตามาก เพราะขณะนี้มีความเคลื่อนไหวถึงขนาดมีการรื้อฟื้นกลุ่มเชื้อชาตินิยมแบบ Klu Klux Klan ในอดีตกันขึ้นมาอีกคำรบหนึ่งแล้ว

          หากไม่มีการจัดการปัญหาที่ดีพอและดำเนินการแต่เนิ่นๆ อาจเกิดความรุนแรงภายในประเทศ อย่างที่เคยเกิดมาแล้วในประวัติศาสตร์อเมริกันครับ

 

Be the first to comment on "ข้ามฝั่งแปซิฟิค (1) อเมริกันในความเปลี่ยนแปลง"

Leave a comment

Your email address will not be published.