ร่มโพธิ์ลานไทร แอลดีไอสแควร์ พบกับ “นักวิชาการสื่อสารมวลชนเพื่อชุมชนท้องถิ่น”

“เพราะเชื่อว่า…สื่อเปลี่ยนแปลงโลกได้ เปลี่ยนแปลงสังคมได้ และเปลี่ยนคนได้”กลับมาพบกันอีกครั้งกับรายการ “ร่มโพธิ์ลานไทร แอลดีไอสแควร์” แอลดีไอทีวี ตอนที่ 4 ตอนนี้พี่น้องข่ายงานประชาสังคม จะได้พบกับ ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ ไตรรัตน์ ลีดเดอร์คนสำคัญในวงการสื่อสารสาธารณะ

ผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาสื่อเพื่อชุมชนท้องถิ่น และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารมวลชน

“สังคมมันจะดีขึ้นได้…เราอย่าไปหวังให้คนอื่นมาทำ เราต้องลุกขึ้นมาทำ”
อาจารย์จะมาเปิดประเด็นถึงสถานการณ์สื่อในปัจจุบัน และบอกเล่าทิศทางของวิทยุชุมชน และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย รวมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการสื่อมาอย่างยาวนาน รวมทั้งเปิดเผยความฝันที่มีต่อทีวีไทย และพบกับผู้ดำเนินรายการท่านเดิมคุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป ที่จะมาเกริ่นนำและสำทับมุมมองเพิ่มเติมให้กับพี่น้องเครือข่ายครับ….
ปล.แนะนำว่าให้พี่น้องติดตั้ง RealPlayer 11 เพื่อจะได้ Download เก็บไว้ดูซ้ำไปวนมาได้ตามต้องการครับ จะได้ไม่เสียอารมณ์กับเน็ตของพี่น้องที่สปีดไม่แรง…นะจะบอกให้ http://www.download.com/RealPlayer/3000-2646_4-10073040.html หรือสำหรับคนที่ชอบอ่านข้าน้อยฯ ก็จัดเตรียมไว้ให้ครับ

******************************************

ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ ไตรรัตน์:
นักวิชาการสื่อสารมวลชนเพื่อชุมชนท้องถิ่น
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์: รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน
ชีวิตที่ผูกพันกับสื่อฯ
ขอเท้าความถึงเบื้องหลังชีวิตของตนเองว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานสื่อได้อย่างไร เพื่อจะได้เห็นถึงที่มาและเหตุผลว่าทำไม คือช่วงที่สมัครสอบ Entrance เข้ามหาวิทยาลัย เมื่อปี 2512 มีโอกาสได้ไปฟังการแนะแนวศึกษาต่อที่จุฬาฯ และที่ได้เข้าไปเรียนเพราะคำพูดของอธิการบดีที่บอกว่า ต่อไปเรื่องการสื่อสารนั้นจะสำคัญ คนที่มาเรียนคณะนี้ต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องราวรอบตัว อยากจะเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านสื่อ
เมื่อมาคิดกลับตัวเองก็พบว่าใช่ ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักสื่อเพราะเราตั้งคำถามกับชีวิตเยอะ และก็สมคบกับพี่ชายเพื่อปิดบังไม่ให้คุณพ่อได้รู้ว่าตัวเองจะเลือกสมัครสอบเข้าภาควิชาสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ จุฬาฯ เมื่อสอบเข้าได้รหว่างที่เรียนก็ทำงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยไปด้วย และช่วงฝึกงานตอนปี 3-4 ก็ฝึกงานเกี่ยวกับสื่อที่กระทรวงศึกษา และสถานีไทยโทรทัศน์ ปิดเทอมก็ไปทำงานทำรายการวิทยุที่ศูนย์เทคโนฯ ตอนนั้นชอบสื่อวิทยุ จบออกมาก็ได้ทำงานเกี่ยวกับสื่อที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์สภากาชาติไทยช่วงหนึ่ง และต่อที่ศูนย์เทคโนฯ อีก 14 ปี ต่อจากนั้นก็ไปเป็นอาจาร์ยที่ ม.สุโขทัยธรรมาธิราชทำงานอยู่ 14 ปี ก็ลาออกไปอยู่กรรมการสิทธิฯ สรุปว่า…ชีวิตผูกพันกับสื่อมาโดยตลอด
เพราะความฝันตอนเด็กตั้งแต่อายุ 17 ปี จนปัจจุบัน… ยังไม่เคยเปลี่ยน ความฝันที่ว่าอยากทำงานสื่อ ไม่ใช่อยากโด่งดัง แต่ทำ “เพราะเชื่อว่า…สื่อเปลี่ยนแปลงโลกได้ เปลี่ยนแปลงสังคมได้ และเปลี่ยนคนได้” แลความเชื่อนี้ก็ได้รับการตอกย้ำมาตลอดเมื่อจบออกมาสิ่งเหล่านี้ก็ติดตัวมา เข้ามาอยู่ในตัวเรา เพราะเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในสื่อวิทยุชุมชน และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
วิทยุชุมชน: จุดเปลี่ยนที่สำคัญ
เรื่องวิทยุชุมชนตอนที่มีการร่างกฎหมาย ม.40 ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น และก็ตีความหมาย ม.40 เลยว่า ณ บัดนี้ คนที่ควรจะมีสิทธิพูดในสื่อก็คือชาวบ้านทั่วไป ไม่ใช่แค่เฉพาะนักสื่อสารเท่านั้นที่ต้องทำรายการวิทยุ ทำไมชาวบ้านจะทำรายการวิทยุของเขาเองไม่ได้ เลยได้พาตัวเองเข้ามาติดตาม ซึ่งก็ตั้งใจเลยว่าเราต้องให้ความรู้ภาคประชาชน และก็ได้มารู้จักกับพี่ชัยวัฒน์ ที่กำลังทำเรื่องสื่อท้องถิ่นเพื่อประชาสังคมก็เลยได้มาทำงานร่วมกัน ได้ไปจัดกระบวนการให้กับภาคประชาสังคม วิทยุชุมชนช่วงนั้นถ้าเราไม่ขยับอะไร กรมประชาสัมพันธ์เค้าตีความแล้วว่าคือวิทยุภาครัฐที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ไปทำรายการ และยิ่งมีวิบากกรรมมากขึ้นสมัยนายกทักษิณ
จุดเปราะของวิทยุอันหนึ่งของวิทยุชุมชนอีกอันหนึ่งก็คือความปรารถนาดีที่ไม่เข้าใจอย่างเช่นหน่วยงานตระกลู ส. ทั้งหลายเหล่ก็ให้ทุนกันเยอะไปหมด พอได้รับทุนก็ต้องมีข้อผูกพัน ต้องมีรายการเพื่อสนองแหล่งทุน เราต้องการให้วิทยุชุมชนทำงานเหมือนกระบวยคว่ำ คือฐานมันกว้างและพูดกันให้ชัด แต่ปรากฏว่ากลายเป็นกระบวยหงาย ก็คือเป็นตัวเปิดรับอะไรต่อมิอะไรแล้วก็ลงที่ชุมชน แสดงว่าโจทย์มาจากแหล่งทุน ไม่ใช่มาจากชุมชน ถ้าคุณจะช่วยเค้ากรุณาช่วยให้เค้าโตไม่ใช่ให้เค้าแตก เพราะเวลาทำรายการ ทำรายการนี้ได้เงิน รายการนี้ไม่ได้เงิน มันทำให้วิทยุชุมชนแตก ในช่วงที่วิทยุชุมชนขึ้นจุดสูงสุด หน่วยงานต่างๆ ทั้ง ภาครัฐ เอกชน วิ่งเข้าหาขอให้ประชาสัมพันธ์งานโน้นนี้เต็มไปหมด เข้ามารุมเร้ากลายเป็นสื่อที่จะรองรับวาระจากข้างบนลงมาซึ่งไม่เห็นด้วยเลย
ใครก็ตามที่จะสนับสนุนวิทยุชุมชนให้สนับสนุนกองกลางอย่าสนับสนุนเป็นรายการ เพราะฉะนั้นวิบากกรรมของวิทยุชุมชนที่มีอยู่ มี 2 อย่างคือ ความเข้าใจต่อวิทยุชุมชน ต่อบทบาทหน้าที่ ต่อธรรมชาติของวิทยุชัดไหม นักการเมืองที่จะเข้ามาจัดการวิทยุความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าจะกระทบต่อฐานเสียงพรรคการเมืองส่วนใหญ่จะไม่เล่นด้วย การที่จะจัดการวิทยุชุมชนนั้นจะต้องปิดก๊อกก่อน เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำไป วิทยุที่โฆษณาก็หาประโยชน์ไป ตอนนี้วิทยุชุมชนตายเกือบหมดแล้ว แล้วคนที่เกิดแน่คือคนที่ขายเครื่องส่ง กว่าครึ่งของตลาดขายเครื่องส่งคือข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ เพราะระเบียบมันเอื้อให้วิทยุอะไรก็ตั้งได้
ถ้าคุณเป็นนักพัฒนาที่ใช้วิทยุ คุณจะใช้เครื่องมืออันนี้ในการพัฒนาประเด็นต่างๆ ทางสังคม ถ้าคุณเป็นนักวิทยุแล้วคุณจะไม่สนใจเรื่องอะไรเลยนอกจากจะมีเงินมาทำ การทำสื่อนั้นไม่ง่ายเลย เพราะสื่อมีมายาคติพอมาทำแล้วมันหลง เมื่อก่อนพูดอะไรไม่มีคนรู้จัก เดี๋ยวนี้พูดมีคนรู้จักเป็นร้อยเป็นพันเริ่มหลงเริ่มมีมายาคติ
เพราะฉะนั้นนักพัฒนาอย่างพวกเรา ต้องมองไปไกลกว่าวิทยุชุมชนจะถูกปิดไม่ถูกปิด เวลามาระดมปัญหาก็ปัญหาเดิมๆ คือคลื่นไม่ชัดเพราะแย่งกันเปิด และไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้จะสั่งปิดหรือเปล่า ตกลงที่ต่อสู้เพื่อไม่ให้วิทยุชุมชนไม่ถูกปิดใช่ไหม การมีวิทยุชุมชนเพื่อสร้างรูปธรรมให้เป็นที่เข้าใจ ว่าวิทยุที่มันเป็นอิสระ ไม่เป็นกระบอกเสียงของรัฐ ไม่เป็นวิทยุโฆษณา เงินทุกบาทมาจากชุมชนมันเป็นอย่างไร
“ที่เราต่อสู้คือเรื่องสิทธิในการสื่อสาร ไม่ใช่ให้ได้สื่อมาเพียงอย่างเดียว”
ทีวีไทยทีวีสาธารณะ (http://www.thaipbs.or.th/ )
สถานการณ์สื่อช่วงนี้มีจุดพลิกผันสำคัญ อย่างทีวีสาธารณะที่เกิดในช่วงรัฐบาลคมช.ที่เป็นผู้รัฐประหาร จะเป็นคนที่ทำให้เกิดกฎหมายที่ให้โอกาส เกิดประชาธิปไตย ทางการสื่อสาร ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคโอกาสเกิดไม่มีเพราะสื่อนั้นมีผลประโยชน์มหาศาล
ถ้าไม่เกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลทีวีสาธารณะก็ไปแล้ว เพราะมีการล่ารายชื่อขอแก้ไขกฎหมายที่กำลังจะเข้าสู่สภา ซึ่งการแก้ไขกฎหมายนั้นง่ายมากเหมือนกับที่ทำกับวิทยุชุมชน ที่บอกให้วิทยุชุมชนมาขึ้นทะเบียนกับกรมประชาสัมพันธ์แล้วก็โฆษณาได้ 6 นาทีต่อชั่วโมง พังเลยเห็นไหม วิทยุชุมชนเปลี่ยน เกิดสถานีขึ้นใหม่กันเต็มไปหมดซึ่งก็เจอหายนะแล้ว ที่เคยยึดเรื่องไม่มีโฆษณา ต้องมีจริยธรรม ไม่ได้ทำเพื่อเงิน มันก็อยู่ไม่ได้
การเกิดขึ้นของทีวีไทย ก็ยังมีนักวิชาการบางคนต่อต้าน ว่าสื่อที่แท้ต้องเอาเงินมาจากประชาชนโดยตรง นี่ยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ จากภาษีเหล้า บุหรี่ เป้าหมายที่ได้เป็นกรรมการนโยบาย คือ ต้องพัฒนาความเป็นสาธารณะที่การสนับสนุนนั้นต้องมาจากประชาชนให้ได้ แต่ความตระหนักจากสาธารณะนั้นช้า ต้องอาศัยเวลา
วิธีฆ่าทีวีสาธารณะนั้นง่ายนิดเดียว แก้แหล่งที่มาของรายได้ คือไม่ให้เอาเงินจากภาษีเหล้าบุหรี่ แล้วให้หาเงินเอง จบทันที….เพราะฉะนั้นเป้าหมายในอนาคตที่เสนอแล้วกรรมการนโยบายรับก็คือ ต้องระดมทุน เราขอแค่คนละบาทต่อคนต่อเดือน ปีละ 12 บาท หรือวันละบาท หรือครอบครัวละ 365 บาท กฎหมายเปลี่ยนอย่างไรทีวีไทยอยู่ได้แน่นอน
ดังนั้นหน้าที่ตอนนี้คือ ทำคุณค่าของทีวีไทยให้เป็นที่ประจักษ์ แต่ก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรม ทีวีบ้านเราทำเพื่อการค้าทั้งสิ้น คนมีตังค์ไม่ใช่จะได้เวลานะ เพราะมันแย่งกัน
ทีวีสาธารณะของบ้านเรานั้นต่างจากที่อื่นๆ มีการออกแบบโครงสร้างออกเป็น 3 สำนัก คือสำนักบริหาร สำนักสื่อสาธารณะ และสำนักประชาสังคม ซึ่งเจ้าหน้าที่ต่างๆสงสัยว่าสำนักประชาสังคมมันคืออะไรมีหน้าที่อะไร
สิ่งที่เจอต้องจัดการให้ได้ พยายามวางเส้าเข็มการเป็นทีวีสาธารณะที่แท้ ต้องทำให้ได้ซึ่งไม่ง่ายเลย เพราะเราเป็นกรรมการนโยบายเราล้วงลูกไม่ได้ ถ้าเราออกนโยบายแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติเราจะทำอย่างไร ซึ่งต้องเป็นการปฏิบัติที่เกิดจากความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ทำตามนโยบาย ทำอย่างไรให้สิ่งที่เราคิดปรากฏขึ้นที่หน้าจอให้ได้มากที่สุด
กล่าวโดยสรุป ปีนี้น่าจะเป็นปีทองของสื่อภาคประชาชน ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์จริงใจ ต้องผลักดันสิทธิที่สมบูรณ์ของวิทยุชุมชน ขณะเดียวกันสื่อสาธารณะต้องวางรากฐานให้มั่นคง ถ้าหากใครมากระทำกับทีวีไทย เจ้าของที่แท้จริงเค้าจะออกมา
แนวทางการทำงานของตนเองที่ผ่านมา คือ เราเปิดประเด็น เราจุดประกาย เราทำให้เห็นเป็นประจักษ์ พวกเรากันเองก็เช่นกันเวลาทำงานเราต้องมีเป้าไม่ใช่แต่ทำเฉพาะหน้า อยู่ไปวันวัน งานเฉพาะหน้าต้องไม่ขาดไม่บกพร่อง แต่ทำแล้วต้องไปเติมเต็ม “คนเราถ้าตั้งใจทำอะไร แล้วไม่เคยเปลี่ยนแปลง อยู่ในเส้นทางเดิม โอกาสเปลี่ยนจะมี”
******************************************
มาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
“คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนใน ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม”
พรบ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

 

Be the first to comment on "ร่มโพธิ์ลานไทร แอลดีไอสแควร์ พบกับ “นักวิชาการสื่อสารมวลชนเพื่อชุมชนท้องถิ่น”"

Leave a comment

Your email address will not be published.